พระวังหน้า ที่หลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดรเสก ถ้าต้องการที่จะได้.....

ในห้อง 'งานบุญอื่นๆ' ตั้งกระทู้โดย sithiphong, 23 ธันวาคม 2005.

  1. มูริญโญ่

    มูริญโญ่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    408
    ค่าพลัง:
    +583

    พรุ่งนี้ค่อยพบกันนะครับ ขอโทษที่หายครับ งานเยอะครับ
    catt9catt9catt9catt9

     
  2. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    ทองคำเปลว...เปลวทองแห่งศรัทธา



    ราคาทองคำที่สูงขึ้นและการเข้ามาของ Gold Futures อาจกระทบกับผลิตภัณฑ์ทองคำหลากหลายประเภท แต่สำหรับ "ทองคำเปลว" สินค้าหัตถกรรมที่ไม่ได้มีเพียงมูลค่าแห่งทอง แต่ยังมีคุณูปการต่องานศิลปะไทยหลากแขนง ทั้งยังมีคุณค่าทางจิตใจและธำรงไว้ซึ่งศรัทธาตามวิถีของคนไทย ทองคำแผ่นบางเฉียบนี้จึงยากที่จะปลิวหายไปจากสังคมไทย

    กลุ่มควันธูปค่อยจางลงจนเห็นองค์พระประธานสีเหลืองทองขนาดใหญ่ พระพักตร์ อมยิ้มแต่ก็ดูสงบนิ่งจนผู้คนที่มาสักการะสามารถซึมซับรัศมีแห่งความสงบนั้นเข้าสู่จิตใจที่ว้าวุ่น หลังจากกราบเบญจางคประดิษฐ์ครบ 3 ครั้ง เธอเดินถือกระดาษแผ่นเล็กไปยังพระพุทธรูปองค์เล็กเบื้องหน้า บรรจงใช้นิ้วกดแผ่นทองคำที่บางราวกับจะละลายหายไปกับนิ้วแปะบนองค์พระก่อนจะนำเอาเศษทองที่ปลายนิ้วมาถูที่หน้าผากของตัวเอง

    ทองคำเปลวที่มีขนาดใหญ่กว่าปลายนิ้วเพียงเล็กน้อย หรือที่เรียกกันว่า "ทองจิ้ม" มักเห็นกันได้ทั่วไปตามวัดวาอาราม โดยเฉพาะวัดที่มีผู้คนเคารพศรัทธามาก ดูเหมือนทองจิ้มก็กลายเป็นของกราบไหว้เคียงคู่กับดอกไม้ธูปเทียนทุกครั้ง นอกจากดอกไม้ที่นำกลับมาเวียนใช้ใหม่ได้ ธูปเทียนและทองจิ้มที่มีราว 5-6 แผ่นคือ ของที่ใช้แล้วหมดไปในชุดบูชา แต่ละชุดสนนราคา 20 บาท

    ภายใต้ความผันผวนของราคาทองคำ ณ ปัจจุบัน "ทองจิ้ม" หรือทองคำเปลวขนาด 1.5x1.5 ซม.ที่ออกจากโรงงานอาจมีราคาเฉลี่ยสูงถึงแผ่นละ 1 บาท แต่เมื่อถึงวัดหรือร้านสังฆภัณฑ์ราคาอาจเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว ส่วน "ทองเต็ม" หรือทองคำเปลวขนาดไม่เกิน 4x4 ซม. ราคาขายในท้องตลาดอาจสูงถึง 7 บาทหรือมากกว่า แต่กระนั้น ทุกวันๆ ทองคำแผ่นบางก็ยังคงถูกปิดทับลงบนองค์พระพุทธรูปจนดูเปล่งปลั่งสุกสว่างตามแรงศรัทธา

    "คนไทยไม่เสื่อมคลายเรื่องการไหว้พระ อันนี้เห็นชัดเพราะไม่ว่าทองจะขึ้นหรือลง เราก็ทำทองคำเปลวกันแทบไม่ทันอยู่ตลอดเวลา ยิ่งสถานการณ์ทุกวันนี้ดูเหมือนคนยิ่งไป ไหว้พระเยอะขึ้นด้วยซ้ำ" จินตนา ภาสดา หนึ่งในช่างทองคำเปลวกลุ่มบางกระบือเล่าให้ฟัง

    ตุ๊บ ตุ๊บ ตุ๊บ... เสียงตีทองดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับเครื่องจักรที่ทำหน้าที่ได้อย่างแม่นยำ

    เกือบทุกวัน หลังเวลาเคารพธงชาติ เพียงเล็กน้อย "เสาร์" หนุ่มร่างเล็กจนไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถยกค้อนทองเหลืองหนักเกือบ 10 กิโลกรัมขึ้น แต่เขาสามารถ ใช้ค้อนนั้นตีทองได้นานถึงวันละ 6 ชั่วโมงหรือมากกว่า

    หยาดเหงื่อที่เกาะอยู่เต็มแผ่นหลังและใบหน้าสะท้อนถึงความเหนื่อยล้า ทว่า เสียงลงค้อนยังคงหนักหน่วงแม่นยำและดังเหมือนชั่วโมงแรก เพราะทุกค้อนที่ลงไป หมายถึงกำไรหรือขาดทุนสำหรับทองคำเปลวฝักที่กำลังตีอยู่นั้น

    "ขั้นตอนตีทองสำคัญมากโดยเฉพาะการตีทองครั้งสุดท้ายเพื่อให้ได้ทองคำแผ่ขยายมากที่สุด ถ้าคนตีหมดแรง ก่อนก็อาจได้แผ่นทองคำขนาดเล็กและหนาซึ่งก็จะขาดทุน แต่ถ้าตีแรงจนเกินไปกระดาษอาจจะขาดหรือทองแตกไม่เป็นแผ่นนำไปตัดก็ได้ไม่คุ้ม เท่ากับว่าต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยการขูดเอาทองที่ตีแล้วไปหลอม เป็นทองคำแท่งใหม่ เรายอมขาดทุนค่าแรง ดีกว่าต้องขาดทุนค่าทอง" จินตนาอธิบายความลำบาก โดยเฉพาะยิ่งทองแพง คนตีทองก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น

    ทองคำเปลวถือเป็นหัตถศิลป์ในกลุ่มของงานช่างสิบหมู่ ซึ่งต้องอาศัยความละเอียดอ่อน ประณีต และพิถีพิถันในทุกขั้นตอน นับตั้งแต่การเลือกซื้อทองคำแท้ โดยกลุ่มบางกระบือใช้ทองคำแท่งที่มีเปอร์เซ็นต์ทอง 96.5 และ 99 เป็นหลัก ซึ่งแหล่งหลักในการซื้อทองก็มาจากเยาวราช จากนั้นจึงนำไปรีดทองที่บ้านหม้อ ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนเดียวที่มีเครื่องจักรเข้ามาเกี่ยวข้อง

    ทองรีดที่ออกมาจากทองคำแท่งหนัก 2 บาท ดูเหมือนแผ่นสังกะสีสีทองอร่าม บางเทียบเท่ากระดาษถ่ายสำเนาถูกนำมาตัดให้มีขนาด 1x1 ซม.ได้ประมาณ 1,400 ชิ้น จากนั้น "ทองรอน" เหล่านี้ก็นำไปใส่กุบ หรือกระดาษแก้ว ซึ่งต้องใช้แป้งหรือ "สอ" กวาดเอาเศษผงออกแล้ว

    การใส่กุบต้องใช้ความตั้งใจอย่างสูง เพราะจะส่งผลต่อการตีทองรอนชิ้นเล็กๆ ทุกชิ้นถูกวางตรงกลางกุบที่วางซ้อนกันราว 720 ชั้น เทียบเท่าทองคำหนัก 1 บาท เมื่อเรียบร้อยกุบทั้งหมดถูกนำไปใส่กุบหนังวัวเพื่อกันไม่ให้ทองเคลื่อนแล้วทุกตีครั้งหนึ่งใช้เวลานานกว่าชั่วโมง จนทองเริ่มขยายก็เปลี่ยนไปใส่ฝัก ซึ่งเป็นปลอกหนังคล้ายกุบเพียงแต่ใหญ่กว่า ตีทองต่อไปอีกกว่า 5 ชม. โดยจะพักนานก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวความเย็นจะเข้า ทำให้ทองขยายไม่ได้มากเท่าที่ควร

    งานตีทองอาจดูเป็นเพียงงานกรรมกร แต่ทว่านอกจากใช้แรง งานนี้ยังต้องใช้ความชำนาญ ใช้เทคนิคและจังหวะในการลงค้อน และที่สำคัญยังต้องใช้ความตั้งใจและความอดทน รวมทั้งต้องมีใจรัก อย่าง "ช่างเสาร์" ตีทองมาแล้วเกือบ 10 ปี โดยก่อนนี้เขาต้องผ่านการตีกระดาษเปล่ามานับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะได้ตีทองแท้

    "หลายคนถามว่าทำไมไม่ใช้เครื่องจักรมาตีทองแทน เราก็เคยคิดแต่เอาเข้าจริงเครื่องจักรไม่สามารถผ่อนหนักผ่อนเบาได้เหมือนคน ตีไปทองก็แตก ไม่ต้องคิดว่าจะทำให้ บางเท่านี้เลยเพราะทำไม่ได้อยู่แล้ว ยกเว้นจะใช้ทองคำผสมซึ่งก็คือลดคุณภาพของสินค้า เราก็คงไม่ทำดีกว่า" สุจรรยา กาวงศ์ หลานสาวของจินตนา กล่าวในฐานะทายาทรุ่นสอง ผู้สืบสานอาชีพผลิตทองคำเปลวต่อจากพ่อแม่ ภายใต้ชื่อ "แอนบ้านทอง"

    เมื่อได้แผ่นทองที่แผ่ขยายใหญ่และบางเฉียบจนไม่ต้องแบกภาระขาดทุนราคาทอง แล้ว นับจากนี้ไปทุกขั้นตอนต้องใช้ความประณีตและความอดทนอย่างมาก เพราะแผ่นทอง ที่บางแสนบางนี้พร้อมจะปลิวหายไปกับลมหายใจหรือพับย่นยู่จนกลายเป็นเศษทอง ตลอด จนละลายไปกับหยาดเหงื่อได้ทุกเมื่อ

    ขั้นตอนถัดมาคือการถ่ายทองไปใส่กระดาษสา หรือ "กระดาษดาม" เพื่อเตรียมตัดทองตามขนาดที่ลูกค้าต้องการและการตัดทอง ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์เสริมคือไม้เลี้ยะหรือไม้ไผ่เหลาจนคม และหมอนรองตัด

    ในห้องที่อับลมและไม่สามารถเปิดแอร์หรือพัดลมได้ แม้ไม่ใช่ห้องซาวน่าแต่ผู้ที่อยู่ ภายในก็อาบเหงื่อต่างน้ำ มีเพียงเสียงเพลงจากวิทยุที่คอยดับร้อน ช่างตัดทองคำเปลวที่ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดีแล้วก็ยังต้องใช้ความระมัดระวังในการตัดทองเพื่อให้ได้แผ่นทอง ที่เต็มขนาดและสมบูรณ์ไม่มีรอยต่อ หรือ "ทองคัด" ซึ่งราคาจะสูงกว่า "ทองต่อ"

    ยิ่งทองมีราคาแพงมาก "มือตัด" ก็ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพื่อไม่ให้ทอง ที่ตัดออกมามีขนาดเล็กเกินไป เพราะจะไม่ได้มาตรฐานตามคำสั่งซื้อ หรือใหญ่เกินไปก็ขาดทุน และถ้าเหลือเศษทองน้อยที่สุดนั่นก็หมายถึงกำไร

    แต่แม้จะเป็นเศษเล็กเศษน้อย ขึ้นชื่อว่าทองก็ย่อมมีค่า โดยเฉพาะในยุคที่ทองคำแพงเช่นนี้ ทุกเม็ดของเศษทองที่พอจะกวาดโกยหรือดูดด้วยเครื่องดูดฝุ่นขนาดเล็กได้ก็จะ ถูกนำไปเก็บใส่กล่องพลาสติกปิดไว้อย่างดีเพื่อรอนำกลับไปหลอมใหม่

    ว่ากันว่า นอกจากหลายวัดจะมีการประมูลลอกทองที่ต้องใช้เงินเป็นล้านบาท เพื่อลอกเอาทองคำเปลวที่องค์พระไปหลอมใหม่ แม้แต่กระดาษแปะทองคำเปลวที่ถูกใช้แล้วในถังขยะตามวัดวาก็ยังมีคนไปประมูลเพื่อนำกระดาษเหล่านั้นไปหลอมเอาเศษเสี้ยวของทองคำเปลวที่หลงเหลือมาทำเป็นทองคำแท่งอีกครั้ง

    สำหรับกลุ่มบางกระบือมีสมาชิกราว 20 คน แต่เนื่องจากจินตนามักได้รับ คำสั่งซื้อจากคนกลางครั้งละมากๆ เธอจึงกระจายงานบางส่วนให้กับกลุ่มญาติพี่น้อง ที่อยู่ในหลายจังหวัดมารับไปทำแล้วนำมาส่งเธอ เพื่อรวบรวมส่งผู้ค้าคนกลางทุกวัน โดยเฉลี่ยจินตนาและญาติพี่น้องสามารถผลิตทองคำเปลวส่งได้เฉลี่ยเกือบแสนแผ่น (ทั้งทองจิ้มและทองเต็ม) ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว ไม่ว่าราคาทองจะขึ้นหรือลง

    "จริงๆ ราคาทองขึ้นไม่กระทบกับเราโดยตรง พอราคาทองขึ้นเราก็มาคุยกับ ลูกค้าขอขึ้นราคาทองคำเปลว แต่ปัญหาคือราคาทองที่แกว่งจนบางทีเราขึ้นราคาลูกค้าไม่ทันต้องรองวดหน้าก็ต้องแบกขาดทุนในช่วงที่ยังไม่ขึ้นไว้เอง" สุรีพร พานิชรัมย์ น้องสาวของสุจรรยาให้ข้อมูล

    นอกจากคุณค่าจากการเป็นงานหัตถกรรมที่ต้องอาศัยความประณีตอย่างสูง ทองคำเปลวยังมีคุณค่าทางจิตใจที่อยู่เคียงคู่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนไทย และยังเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการประดิษฐ์งานประณีตศิลป์ของไทยให้งดงาม จึงดูเหมือนราคาทองคำเปลวที่สูงขึ้นตามราคาทองคำไม่กระทบกับยอดจำหน่ายมากนัก หากแต่ปัญหาราคาทองที่แกว่งตัวขึ้นลงจนไม่สามารถกำหนดราคา ตามได้ทันต่างหากที่ทำให้ผู้ผลิตทองคำเปลวอาจต้องเผชิญกับภาระขาดทุนในบางช่วงเวลา

    ดูเหมือนปัญหาที่สุจรรยา สุรีพร และจินตนา แสดงความเป็นห่วงมากกว่าราคาทองคือ การกดราคารับซื้อของกลุ่มผู้ค้าคนกลางและคณะกรรมการวัด ขณะที่ต้นทุนวัสดุอย่างอื่น อาทิ "สอ" และกระดาษแก้วที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อคุณภาพในการตีทองที่ดีขึ้น และอีกปัญหาสำคัญคือการนำ "ทองสังเคราะห์" เข้ามาแทนที่ในวัดบางแห่งทำให้ผู้ใช้สับสน

    "ทางออกของเราก็คือผลิตทองคำเปลวป้อนงานศิลปะหรืองานตกแต่งมากกว่า หรือไม่ก็ส่งเข้าสปาหรือทำยาทำเครื่องสำอางแทนการเข้าตามวัดวาโดยตรง เพราะถูกกดราคาและก็แข่งกันสูงด้วย" สุรีพรอธิบาย เพื่อเพิ่มช่องทางการขายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง "แอนบ้านทอง" เปิดเว็บไซต์ www.Annbanntong.com และ thaigoldleaf.com มานานกว่าปีแล้ว ด้วยเวทมนตร์แห่งอินเทอร์เน็ตทำให้มีลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาจำนวนไม่น้อย เช่น ผู้ส่งออกทองคำเปลวเพื่อใช้ในการผลิตของตกแต่งบ้านในต่างประเทศ ลูกค้ากลุ่มสปารายย่อยที่เข้ามาจำนวนมาก ผู้ผลิตยาหอมที่ต้องการทองคำเปลวคุณภาพสูง และ "โออิชิ" ซึ่งนำทองคำเปลวของที่นี่ไปใช้ลอยในน้ำซุปญี่ปุ่น

    ขณะที่ทองคำเปลวของแอนบ้านทองไปไกลกว่าคำว่า "แมส" ที่อยู่ตามวัดวา อารามด้วยความสร้างสรรค์ในการหากลุ่มลูกค้าใหม่ แต่สำหรับจินตนาและญาติพี่น้อง ในกลุ่มบางกระบือ ที่แม้จะผลิตทองคำเปลวคุณภาพดีไม่แพ้กันแต่กลับได้ค่าเหนื่อยต่ำกว่า ทว่าทุกคนก็ยังยินดีที่จะทำหน้าที่ตีทองและตัดทองด้วยความประณีตและตั้งใจอย่างไม่ท้อแท้ เพราะถึงอย่างไรอาชีพนี้ก็สร้างรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว และยังหล่อเลี้ยงความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนบำรุงศาสนาและงานหัตถศิลป์ไทยให้คงอยู่ต่อไป

    http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=81461
     
  3. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    มาแจ้งงานบุญครับ

    มาแจ้งข่าวงานบุญขอเชิญร่วมสร้างพระเจดีย์ศรีชัยผาผึ้ง ณ สำนักสงฆ์ผาผึ้ง อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิบมจ.ธ.กรุงไทย สาขาลาดพร้าว102 บช.ออมทรัพย์เลขที่1890-13128-8 บัญชี นางพิชญ์สินี ชาญปารีสชญา,นายอุเทน งามศิริ,นายสิรเชษฎ์ ลีละสุนทเลิศ


    พระวังหน้า ที่หลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดรเสก ถ้าต้องการที่จะได้.....<!-- google_ad_section_end -->

    [​IMG]


    [​IMG] [​IMG] [​IMG]<!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end -->

    จำนวนเงินที่ทอดผ้าป่ากันในวันนี้ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 424,496.00 บาท

    เงินที่ชมรมรักษ์พระวังหน้า ได้ร่วมทำบุญเข้าไปในกองผ้าป่า เป็นจำนวนเงิน 99,859.00 บาท ส่วนการประมูล พระสมเด็จ "กลักไม้ขีด" ประมูลได้เป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท ต้องขอแสดงความยินดีกับท่านที่ประมูลได้

    " พระท่านเลือกคน " จริงๆครับ

    ขอเชิญร่วมสร้างพระเจดีย์ศรีชัยผาผึ้ง ณ สำนักสงฆ์ผาผึ้ง อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ<!-- google_ad_section_end -->

     
  4. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    [​IMG] [​IMG]

    ท่านเจ้าคุณพระเทพวราลังการ

    ลูกศิษย์ หลวงพ่อลี วัดอโศการาม

    [​IMG]

    พระอาจารย์นิล
    เป็นผู้ที่ริเริ่มในการสร้างพระเจดีย์ศรีชัยผาผึ้ง

    [​IMG]

    ท่านอาจารย์ประถม อาจสาคร ประธานฝ่ายฆารวาส

    [​IMG]

    บริเวณโต๊ะที่ให้บูชาพระวังหน้า ปรากฎว่า ผมไม่ต้องนำพระวังหน้ากลับเลยแม้แต่องค์เดียว แถมที่ซ่อนไว้ในกล่อง ก็เกือบหมดครับ

    ท่านใดที่ได้ นางกวัก (ของวังหน้า) ที่ผมแจกไปนั้น หากมีประสบการณ์อะไร อย่าลืมโทร.บอกผมด้วยนะครับ ข้อย้ำ ของจริงต้องพิสูจน์ได้

    ส่วนรูปต่อไปเป็นบรรยากาศบางส่วนในงาน

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    ส่วนรูปต่อไปเป็นบรรยากาศภายนอก ผมถ่ายในช่วงหลังๆแล้วครับ

    [​IMG]

    รูปต่อไปเป็นรูปที่กำลังเช็คยอดเงินของผ้าป่า

    [​IMG]

    รูปต่อไปเป็นรูปที่ถวายเงินผ้าป่าครับ

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    หลังจากที่ถวายเงินผ้าป่าสามัคคีแล้ว พระอาจารย์นิลได้มอบพระสมเด็จ(วังหน้า) ให้กับทุกๆท่านที่ไปร่วมงานในวันนี้

    โมทนาบุญกับทุกๆท่านครับ

    .
     
  5. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
  6. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    พระสมเด็จ กลักไม้ขีด
    [​IMG]

    ข้อที่ 1.ขอมอบพระสมเด็จ(กลักไม้ขีด) จำนวน 10 องค์ สำหรับสมาชิกชมรมรักษ์พระวังหน้า(ที่สมัครก่อนวันที่ 20 กรกฎาคม 2552) ให้ร่วมทำบุญ 3,000 บาท(สามพันบาทถ้วน) มอบพระสมเด็จ(กลักไม้ขีด) จำนวน 1 องค์ ส่วนสมาชิกชมรมรักษ์พระวังหน้าที่สมัครหลังจากวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 ให้ร่วมทำบุญ 6,000 บาท(หกพันบาทถ้วน) มอบพระสมเด็จ(กลักไม้ขีด) จำนวน 1 องค์ ขอสงวนสิทธิ์ให้สมาชิกชมรมรักษ์พระวังหน้าร่วมทำบุญได้ท่านละ 1 องค์เท่านั้น

    หมายเหตุ 1.1 การทำบุญในข้อที่ 1 และ ข้อที่ 2 สามารถจองไว้ก่อนได้ และต้องโอนเงินร่วมทำบุญ(โดยโอนเงินร่วมทำบุญและเข้าบัญชีบมจ.ธ.กรุงไทย สาขาลาดพร้าว102 บช.ออมทรัพย์เลขที่1890-13128-8 บัญชี นางพิชญ์สินี ชาญปารีสชญา,นายอุเทน งามศิริ,นายสิรเชษฎ์ ลีละสุนทเลิศ) ก่อนหรือภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2552 เท่านั้น

    รายนามผู้จอง ข้อที่ 1.
    1.คุณpsombat โอนเงินร่วมทำบุญจำนวน 3,700 บาท วันที่ 29 สิงหาคม 2552 มอบพระพิมพ์แล้ว
    2.คุณchantasakuldecha โอนเงินร่วมทำบุญจำนวน 3,000 บาท วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 ยังไม่ได้ส่งพระพิมพ์
    3.คุณแหน่ง มอบพระพิมพ์แล้ว
    4.คุณพี่เบิ้ม มอบพระพิมพ์แล้ว
    5.คุณมูริญโญ่ มอบพระพิมพ์แล้ว
    6.คุณMEA โอนเงินร่วมทำบุญจำนวน 3,000 บาท วันที่ 25 กรกฎาคม 2552 ยังไม่ได้ส่งพระพิมพ์
    7.คุณพรสว่าง_2008 โอนเงินร่วมทำบุญจำนวน 3,000 บาท วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 มอบพระพิมพ์แล้ว

    ส่วนท่านที่ยังไม่ได้รับ ผมจะโทร.แจ้งอีกครั้งนะครับว่า จะไปรับกันเมื่อไหร่ดี
    โมทนาสาธุครับ
     
  7. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    ปัญญานำมาซึ่งความสุข

    คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

    พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร watdevaraj@hotmail.com

    ˹ѧ

    ปัญญา หมายถึงความรอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้ ในที่นี้หมายถึงความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม

    ความรู้ทางโลก เป็นวิชาดำเนินชีวิต ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปถึงเรื่องใหญ่ เช่น เกิดมาแล้ว รู้วิธีดื่มนม วิธีนอน วิธีกิน วิธีขับถ่าย ไปจนถึงวิธีใช้ความสามารถทางสมองเรียนวิชาการต่างๆ เช่น การแพทย์ การก่อสร้าง ศิลปหัตถกรรม การสร้างกฎระเบียบ เรียกกันว่าวิชากฎหมาย ใช้เป็นวิชาเพื่อประกอบอาชีพ เป็นเครื่องช่วยเหลือกัน ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างสันติ ราบรื่น จัดเป็นความรู้ทางโลกที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตของคนในสังคมเป็นไปได้อย่างมีความสุข

    ผู้มีปัญญาย่อมมีความสามารถในการสร้างเหตุความสุขให้เกิดขึ้นได้มากกว่า และยาวนานกว่าผู้ที่ไม่มีปัญญา แม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่น การใช้หรือการแสวงหาปัจจัย 4 ผู้ที่มีปัญญาย่อมแสวงหาได้มากกว่าและใช้อย่างเข้าใจ ใช้เป็น ส่วนผู้ที่มีปัญญาน้อย ย่อมแสวงหาได้น้อยกว่า หรือใช้อย่างไม่เข้าใจ ใช้ไม่เป็น ดังนั้น ผู้ที่มีปัญญามีความรู้จริง จึงทำให้ตนได้รับความสุขมากกว่า โดยเฉพาะความสุขทางกาย

    ส่วนความรู้ทางธรรม เป็นความเข้าใจถึงชีวิตที่แท้จริง ว่าอยู่ภายใต้ลักษณะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่แน่นอน ไม่มีความมั่นคง ทั้งยังก่อให้เกิดความทุกข์ เป็นอยู่ลำบาก มีความไม่สบายแฝงอยู่ทั่วไป

    ความรู้ทางธรรมเป็นความรู้ที่ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นมากกว่าความรู้ทางโลก ผู้ที่มีความรู้ทางโลกมากแต่มีความรู้ทางธรรมน้อย แม้จะมีความสุข แต่มักจะเป็นความสุขทางกายมากกว่าความสุขทางจิตใจ ส่วนผู้ที่มีความรู้ทางโลกน้อย แต่มีความรู้ทางธรรมมาก แม้จะมีความทุกข์ทางกายมาก แต่มีความสุขทางใจมากกว่าผู้ที่มีความรู้ทางธรรมน้อย

    ดังนั้น ผู้ที่สร้างปัญญาให้เกิดขึ้นได้ทั้งสองส่วน จึงเป็นผู้ที่มีความสุขทั้งทางกายและทางใจมาก เพราะปัญญานั้นท่านอุปมาไว้ว่า เป็นเหมือนแสงสว่างนำทางชีวิต ดังคำพระที่ว่า แสงสว่างยิ่งกว่าปัญญาไม่มี เพราะแสงสว่างแห่งปัญญานำพาให้พบทางออก ทางเดินของชีวิตได้อย่างราบรื่นและสะดวก ต่างจากผู้ไม่มีปัญญา คือ ไม่มีแสงสว่างนำพา ย่อมมีปัญหาในการก้าวเดิน ที่อาจพบกับปัญหาและอุปสรรคได้ง่ายและมากกว่า เพราะไม่มีเครื่องช่วยนำทาง ผู้ที่มีปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรมเช่นนี้ ถ้าแม้มีมากเท่าใดก็ยิ่งสร้างเหตุแห่งความสุขได้มากเท่านั้น แต่ถ้ายิ่งมีน้อยเท่าใดก็มีเหตุแห่งความสุขน้อยตามไปด้วย

    ดังนั้น การได้เฉพาะซึ่งปัญญาทำให้ได้รู้เห็น ได้เข้าใจลักษณะของชีวิตว่า ถ้าดำเนินชีวิตเช่นนี้แล้วก็จะเป็นเหตุให้หาทางเพื่อให้มีความสุขที่ยั่งยืน เข้าใจสาเหตุของความทุกข์แล้วปฏิบัติเพื่อดับเหตุแห่งความทุกข์นั้น ส่วนการจะได้ในระดับใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความอดทน ความขยัน ความตั้งใจจริง บวกกับบารมีที่เคยสั่งสมมา แต่อย่างไรก็ดีเมื่อได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังตามปัญญานั้น ย่อมได้รับผลเป็นความรู้ยิ่งขึ้นและลับคมปัญญาให้กล้าแข็งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความสุขได้อย่างแท้จริง ท่านจึงกล่าวว่าการได้เฉพาะซึ่งปัญญานำความสุขมาให้
     
  8. :::เพชร:::

    :::เพชร::: เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    8,584
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +36,137


    ขออนุญาตนำไป post ลงในกระทู้"สร้างบุษบกประดิษฐานพระโมคคัลลานะ..." เพื่อสำหรับเป็นข้อมูลในการลงรัก และปิดทองด้วยครับ...
     
  9. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    [​IMG]
    3.9 KB, ดาวน์โหลด 30 ครั้ง
     
  10. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    <TABLE class=tborder cellSpacing=1 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=thead>ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 25 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 24 คน ) </TD><TD class=thead width="14%"><CENTER">[ แนะนำเรื่องเด่น ] </TD></TR><TR><TD class=alt1 width="100%" colSpan=2>sithiphong </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE class=tborder cellSpacing=1 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><THEAD><TR><TD class=tcat colSpan=2>[​IMG] (View-All) เฉพาะคนที่เป็นสมาชิก ได้อ่านกระทู้นี้แล้ว ในช่วงเวลา 180 วัน จำนวณ 954 คน (Set) </TD></TR></THEAD><TBODY></TBODY></TABLE>

    อ่าไปไหนกันหมดแล้วครับ
     
  11. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    นำมาลงครับ

    คุณแหน่ง คงไม่อ่านโพสนี้แน่เลย อิอิ

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=headline vAlign=baseline align=left>‘เฟอร์กี’ ชู ‘เฟล็ตช์’ เยี่ยม ‘เวนเกอร์’ เซ็งเชิ้ตดำ
    Sport - Manager Online
    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์</TD><TD class=date vAlign=baseline align=left>30 สิงหาคม 2552 07:14 น.</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left> เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ออกโรงชมเชย ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ มีส่วนสำคัญช่วยให้ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บดชัยเหนือ อาร์เซนอล 2-1 ขณะที่ อาร์แซน เวนเกอร์ นายใหญ่ “ปืนโต” เซ็งการทำหน้าที่ของเชิ้ตดำ

    </TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=right border=0><TBODY><TR><TD width=5>[​IMG]</TD><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=200 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=200>[​IMG] </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>จังหวะ "เฟล็ทช์" สกัด "อาร์ชาวิน"</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE> แมนฯ ยูไนเต็ด ตกเป็นรองไปก่อน 0-1 เมื่อ อังเดร อาร์ชาวิน ยิงประตูสุดสวยให้ อาร์เซนอล ขึ้นนำช่วงปลายครึ่งแรก แต่ลงมาเล่นครึ่งหลังเจ้าบ้านใช้เวลาแค่ 5 นาทีทำสองประตูพลิกแซงจากจุดโทษของ เวย์น รูนีย์ และการสงเคราะห์ให้ของ อาบู ดิยาบี ที่โหม่งสกัดผิดเหลี่ยมเข้าประตูเอง ซึ่งช่วงท้ายเกม อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศสของทีมเยือน ออกลูกหงุดหวิดถึงขั้นเตะขวดน้ำกระจาย ทำให้โดน ไมค์ ดีน เชิ้ตดำในเกมดังกล่าวไล่ออกจากสนาม

    ภายหลัง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ออกมาให้สัมภาษณ์กับ “สกาย สปอร์ตส” สื่อเมืองผู้ดีก่อน ถึงจังหวะที่ ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ เสียบสกัด อาร์ชาวิน ล้มในกรอบเขตโทษ แต่ อาร์เซนอล ไม่ได้ลูกที่จุดโทษ “ผมไม่คิดว่ามันเป็นจุดโทษ ชัดเจนว่า เฟล็ตเชอร์ เล่นที่บอล กรรมการก็อยู่ห่างเพียงแค่ 10 หลา มันไม่ใกล้เคียงกับการเป็นลูกที่จุดโทษเลย การเข้าสกัดของ เฟล็ตเชอร์ แม้ช้าไปสักหน่อยแต่ก็เข้าไปที่บอล”

    “ผมคิดว่าเขา (เฟล็ตเชอร์) ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม เขามักเล่นได้ดีเสมอเมื่อได้โอกาสในเกมใหญ่ๆ ส่วน รูนีย์ ผลงานสุดยอดในครึ่งเวลาหลังและก็ได้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำแมตช์นี้ไป แต่ผมอยากให้รางวัลนี้แก่ ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์” บรมกุนซือเลือดสกอตติชกล่าวต่อ

    นอกจากนี้ ท่านเซอร์ ยังกล่าวถึงเกมทิ้งท้าย “เมื่อคุณตกเป็นรองไปก่อน 0-1 ในครึ่งแรก มันยากเสมอที่ต้องเจอกับความสามารถของอาร์เซนอล เราตกอยู่ในหลุมที่ลึกทีเดียว ชัยชนะนัดนี้จึงถือว่าสำคัญยิ่ง เมื่อฤดูกาลก่อนเราเสียถึง 4 แต้มให้ อาร์ซนอล ดังนั้น เราถือว่าทำผลงานได้ดีในการออกสตาร์ทเมื่อเจอทีมใหญ่”

    </TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=left border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=200 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=200>[​IMG] </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>"เวนเกอร์" ระบายอารมณ์ด้วยการเตะขวด</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD width=5>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE> ด้าน เวนเกอร์ ให้สัมภาษณ์เช่นกัน ถึงกรณีเตะขวดน้ำจนถูกผู้ตัดสินตะเพิด “เพราะผมเตะขวดน้ำเมื่อเห็นเราไม่ได้ประตูจากจังหวะล้ำหน้าอย่างนั้นหรือ ทำให้ผมถูกไล่ออก ผมไม่รู้ว่าเราไม่ได้รับอนุญาตให้เตะขวดน้ำด้วย คุณก็รู้เมื่อมาเล่นที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด จะต้องเจออะไรบ้าง ผมไม่ต้องการพูดถึงการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน คุณมีคำถามอะไรก็ให้ไปถามเขาเอาเองก็แล้วกัน”

    นอกจากนี้ กุนซือแดนน้ำหอมออกโรงป้อง เอ็มมานูเอล เอบูเอ ที่พยายามพุ่งล้มเรียกฟาวล์จากคู่แข่ง “ผมเชื่อว่าหากคุณมองไปในเกมจะได้เห็นสปิริตที่แท้จริงในสนาม เราเล่นกันด้วยสปิริต มันยากที่จะตัดสินใครในจังหวะที่เขาล้มลง แต่วันนี้ผมเห็นนักเตะรายหนึ่งทำฟาล์ว 20 ครั้งเห็นจะได้ แต่เขากลับไม่ได้รับใบเหลืองเลย มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดยิ่ง”

    สุดท้าย เวนเกอร์ ออกอาการเซ็งที่ “ปืนใหญ่” ไม่มีแต้มติดมือกลับลอนดอน “เราไม่มีแต้มกลับบ้าน มันน่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ในเมื่อเราเล่นได้ดีขนาดนี้ มันยากที่จะยอมรับได้เหมือนกัน แต่ผมยังมองโลกในแง่ดีว่าเราได้แสดงคุณภาพออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ฟอร์มของทีมดูมีอนาคต มีแง่บวกมากกว่าแง่ลบในวันนี้”

    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  12. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    ย้อนรอยโทษประหาร จากบั่นคอ ยิงเป้า ถึงฉีดสารพิษ

    �����ê��Ե ��û����ê��Ե ��͹�����ɻ�����


    [​IMG]

    ย้อนรอยโทษประหาร จากบั่นคอ ยิงเป้า ถึงฉีดสารพิษ (ไทยรัฐ)

    โทษประหารคนทำผิดกฎหมายอยู่คู่กับประเทศไทยมายาวนาน โดยมีพัฒนาการวิธีปลิดชีพนักโทษจากอดีตจนถึงปัจจุบันมาเป็นระยะ ไล่มาตั้งแต่วิธีใช้ดาบฟันคอ ยิงเป้าด้วยปืน จนถึงล่าสุด คือ การฉีดสารพิษ…

    จากประวัติศาสตร์ของไทยพบว่า มีการลงโทษเด็ดขาดต่อผู้กระทำความผิดตามธรรมเนียมการปกครอง และต่อมาได้พัฒนาเป็นกฎหมายมีบทลงโทษด้วยการประหารชีวิตเพื่อให้คนเกรงกลัวต่อการกระทำผิดมาจนถึงปัจจุบัน แม้การประหารชีวิตจะสวนกระแสต้านจากนักสิทธิมนุษยชน ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็เพิ่งมีการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดชาย 2 คน ด้วยวิธีการฉีดสารพิษ


    [​IMG]

    อย่างไรก็ตาม หากจะนับย้อนถึงประวัติศาสตร์การประหารชีวิตในประเทศไทยแล้ว เท่าที่มีข้อมูลและจากการบอกเล่าสืบต่อกันมา เมื่อก่อนยุคสมัยที่สยามประเทศปกครองด้วยระบอบสมมติเทพอาญาสิทธิ์ในการสั่งประหารชีวิตจะอยู่ที่เจ้าเมือง ซึ่งวิธีการมีทั้งใช้ดาบตัดคอ และเสียบหัวประจาน

    แต่ในชั้นเจ้านาย และขุนนางชั้นสูงเมื่อมีความผิดถึงขั้นต้องโทษประหารชีวิตต้องใช้ไม้ท่อนจันทน์ทุบ อย่างไรก็ตาม การประหารชีวิตคนทั่วไปโดยใช้ดาบฟันคอนั้น ยกเลิกไปภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 หรือ ประมาณ 77 ปีที่ผ่านมา ปีนั้นมีการปฏิรูประบบกฎหมาย โดยเฉพาะตรากฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) ซึ่งกำหนดโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิตไว้ในมาตรา 13 ว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาในลงอาญาประหารชีวิต ท่านให้เอามันไปตัดศีรษะเสีย"

    ย้อนหลังไปถึงในสมัยที่ยังมีการใช้ดาบประหารชีวิตนักโทษ ส่วนใหญ่สถานที่ประหารได้กำหนดไว้ให้ต้องห่างไกลจากตัวเมืองหลวง เช่น การประหารชีวิตในกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5 กำหนดให้บริเวณวัดโคก หรือ วัดพลับพลาชัยเป็นแดนประหาร จนต่อมาเกิดชุมชนหนาแน่นพบว่า มีการย้ายไปใช้วัดมักกะสัน วัดภาษีริมคลองแสนแสบ และวัดคลองบางปลากด พระประแดง จ.สมุทรปราการ

    ขั้นตอนการใช้ดาบประหารชีวิตนักโทษจะถูกนำไปนั่งมัดติดกับหลักประหารกลางลานกว้าง พนมมือถือดอกไม้ธูปเทียน ถูกเขียนรอยปูนรอบคอ ส่วนเพชฌฆาตจะมี 2 นาย นายแรกเรียกว่า ดาบหนึ่ง คนต่อมาเรียกว่าดาบสอง โดยดาบสองจะร่ายรำดาบดึงความสนใจจากนักโทษด้านหน้า ขณะที่ดาบหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังหากดาบหนึ่งฟันคอไม่ขาดดาบสองจะซ้ำ เพื่อให้นักโทษเสียชีวิตทันทีไม่ต้องทุกข์ทรมานนาน


    [​IMG]


    กระทั่ง พ.ศ. 2477 สยามประเทศจึงมีการบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 19 ว่า วิธีการลงโทษประหารชีวิตให้เอาไปยิงเป้า โดยครั้งแรกเกิดขึ้นที่แดนประหารคุกบางขวางเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2487 ซึ่งขั้นตอน คือ นักโทษประหารจะถูกนำตัวมายังแดนประหาร ผูกปิดตาด้วยผ้าขาว และนำตัวผูกติดกับหลักประหารรูปไม้กางเขน 2 หลักในท่ายืนพนมมือ จากนั้น เจ้าหน้าที่จะกำหนดจุดยิง และติดเป้าปืนให้ตรงหัวใจ

    เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเจ้าหน้าที่จะให้สัญญาณโดยการลดธงแดงลง เพชฌฆาตก็จะลั่นกระสุนทันที โดยปืนที่ใช้ยิงเป็นปืน HK.MP 5 วางอยู่บนแท่นยึดปืนที่ใช้ประหาร บรรจุกระสุนขนาด 9 มิลลิเมตร 15 นัด แต่กระสุนชุดแรกจะยิง 8 - 9 นัด ซึ่งตามปกติผู้ถูกประหารจะเสียชีวิตทันที แต่หากไม่เสียชีวิตเพชฌฆาตจะลั่นกระสุนอีกชุด เพื่อให้ผู้ถูกประหารทรมานน้อยที่สุด

    แต่แล้วนับจากวันที่ 19 ตุลาคม 2546 การประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าก็กลายเป็นอดีตเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการประหารชีวิตนักโทษจากการยิงเป้าไปเป็นการนำมาฉีดยา หรือสารผิดให้ตาย ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2546 ทิ้งไว้เพียงตำนานมีนักโทษเด็ดขาดถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าทั้งสิ้น 319 ราย เป็นชาย 316 ราย และหญิงอีก 3 ราย ซึ่งรายสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค. 2545


    [​IMG]

    ทั้งนี้ มีการประเดิมประหารชีวิตนักโทษด้วยการฉีดสารพิษครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2546 ณ แดนประหาร เรือนจำกลางบางขวาง จำนวน 4 ราย จากนั้น ประเทศไทยว่างเว้นการประหารชีวิตนักโทษมานานเกือบ 6 ปี จนเมื่อวันที่24 ส.ค.ที่ผ่านมา เพิ่งมีการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดชายคดียาเสพติด 2 รายด้วยวิธีการฉีดสารพิษ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2

    สำหรับขั้นตอนในแดนประหารนั้น นักโทษทั้ง 2 รายยังคงถูกล่ามโซ่ตรวนและให้นอนบนเตียงประหารที่มีผ้าขาวห่อศพรองอยู่ แขนทั้ง 2 ข้างถูกยึดติดกับเตียงในท่ากางแขน จากนั้น เพชฌฆาตจะนำเข็มฉีดยาปักไปที่ข้อมือทั้ง 2 ข้างของนักโทษ และฉีดยาจำนวน 3 เข็ม เข็มที่ 1 คือ ยานอนหลับ ตามด้วยเข็มที่ 2 เป็นยาคลายกล้ามเนื้อ และสุดท้ายคือ ยาหยุดการเต้นของหัวใจ ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 25 นาที

    จากนั้น แพทย์และคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ ผู้แทนอัยการจังหวัด ผู้กำกับการสถานีตำรวจ ผู้บัญชาการเรือนจำ และผู้แทนกรมราชทัณฑ์ จะตรวจสอบว่านักโทษเสียชีวิตตามคำพิพากษา ก่อนนำศพบรรจุในโลงเย็น -18 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ก่อนจะให้แพทย์ตรวจครั้งสุดท้าย และให้ญาติรับไปบำเพ็ญกุศลในวันรุ่งขึ้นเป็นการปิดฉากชีวิตตามกฎหมาย...


    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
    [​IMG]
     
  13. แหน่ง

    แหน่ง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    741
    ค่าพลัง:
    +768
    ช่วงนี้หงษ์ ไม่รู้เป็นงัยครับ
    ทำให้สาวกลุ้นสุดๆๆๆๆๆๆ

    แต่ผีซิ ใจคอไม่อ่อยเลยจริงๆๆ ฮ่าๆๆ
     
  14. แหน่ง

    แหน่ง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    741
    ค่าพลัง:
    +768
    <TABLE class=tborder cellSpacing=1 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=thead>ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 44 คน ( เป็นสมาชิก 3 คน และ บุคคลทั่วไป 41 คน ) </TD><TD class=thead width="14%"><CENTER">[ แนะนำเรื่องเด่น ] </TD></TR><TR><TD class=alt1 width="100%" colSpan=2>แหน่ง, sithiphong, hinman </TD></TR></TBODY></TABLE>

    ดีครับคุณหนุ่ม
    เป็นงัยบ้างครับ หายเหนื่อยหรือยังครับ

    โมทนาสาธุ ครับ
     
  15. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    วิธีขับรถขณะน้ำท่วม

    ������Ѻ �ԸբѺö 㹢�й�ӷ���


    [​IMG]


    วิธีขับรถขณะน้ำท่วม (เดลินิวส์)

    ใครที่ต้องขับรถขณะน้ำท่วม แต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีมาบอก...

    [​IMG] ห้ามเปิดแอร์เด็ดขาด สาเหตุที่รถดับส่วนใหญ่เกิดจากการเปิดแอร์แล้วขับลุยน้ำ เพราะเมื่อเปิดแอร์ พัดลมจะทำงาน ทำให้ใบพัดจะพัดให้น้ำกระจายไปทั่วห้องเครื่อง แล้วทำให้เครื่องดับ

    [​IMG] ควรใช้เกียร์ต่ำ สำหรับเกียร์ธรรมดา ควรใช้ประมาณเกียร์ 2 หรือสำหรับออโต้ก็ใช้เกียร์ L ก็ได้ รวมถึงการขับขี่ที่มีความเร็วต่ำที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ และควรใช้ความเร็วสม่ำเสมอ อย่าหยุดอย่าเร่งความเร็วขึ้น

    [​IMG] ไม่ควรเร่งเครื่องให้รอบสูงๆ เพราะจะทำให้รถมีความร้อนสูงขึ้น เมื่อเครื่องมีความร้อนสูงขึ้น ใบพัดระบายความร้อนก็จะทำงานหนัก ไม่ต้องกลัวว่าน้ำจะเข้าท่อไอเสีย เพราะต่อให้น้ำท่วมท่อไอเสีย แล้วสตาร์ทรถอยู่ที่รอบเดินเบา แรงดันที่ออกมาเพียงพอที่จะดันน้ำออกมาอย่างสบายๆ ต่อให้จอดรถทิ้งไว้จนน้ำท่วมท่อไอเสีย เมื่อสตาร์ทรถก็ยังติดแน่นอน สำหรับเครื่องหัวฉีด

    [​IMG] ควรลดความเร็วลง เมื่อขับรถสวนกับอีกคันที่กำลังขับมา เพราะไม่งั้นจะกลายเป็นคลื่นชนคลื่น ซึ่งน้ำที่ปะทะระหว่างรถอาจทำให้กระเด็นไปทำอันตรายต่ออุปกรณ์ภายในได้

    [​IMG] หลังจากลุยน้ำลึกมา สิ่งที่ควรทำ คือ พยายามย้ำเบรกเพื่อไล่น้ำ เพราะในช่วงแรกๆ หลังจากการลุยน้ำลึกมา จะเบรกไม่อยู่และเป็นอันตรายมาก

    ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
    [​IMG]
     
  16. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    ยังครับ

    วันนี้ก็ไปคุยกับคุณpsombat มา
    นั่งคุยกันตั้งแต่บ่ายสองโมงกว่า จนถึงหกโมงเย็นครับ

    ผบ.ผมโทร.ตามกลับบ้าน 2 ครั้งแล้วก็เลยต้องกลับครับ

    เอ่อ คุณpsombatครับ ตกลงพระสมเด็จ พิมพ์เก่า ว่าไงครับ ดีป่าวครับ แรงป่าวครับ อิอิ


    .
     
  17. chantasakuldecha

    chantasakuldecha เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2008
    โพสต์:
    991
    ค่าพลัง:
    +2,331
    อนุโมทนา สาธุ สาธุ กับทุกท่านด้วยครับ ถึงแม้นว่าตัวผมจะไม่ได้ไปแต่ก็น้อมจิตร่วมบุญนี้ด้วยครับ ปลื้มปีติมากๆครับ
     
  18. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    คุณpsombat คืนนี้นอนที่กรุงเทพฯอีกคืน น่าจะกลับไปวันพรุ่งนี้

    คุณpsombat เดินทางมาร่วมทำบุญผ้าป่า มาจากแม่สอด
    คุณพรสว่าง เดินทางมาร่วมทำบุญ มาจากกาฬสินธ์

    ยอมรับในความศรัทธาจริงๆ

    โมทนาบุญทุกประการนะครับ
     
  19. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
  20. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,445
    ค่าพลัง:
    +141,949
    อ้างอิง:
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: 1px inset; BORDER-TOP: 1px inset; BORDER-LEFT: 1px inset; BORDER-BOTTOM: 1px inset">ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ sithiphong [​IMG]
    [​IMG] [​IMG]

    ท่านเจ้าคุณพระเทพวราลังการ

    ลูกศิษย์ หลวงพ่อลี วัดอโศการาม

    [​IMG]

    พระอาจารย์นิล
    เป็นผู้ที่ริเริ่มในการสร้างพระเจดีย์ศรีชัยผาผึ้ง

    [​IMG]

    ท่านอาจารย์ประถม อาจสาคร ประธานฝ่ายฆารวาส

    [​IMG]

    บริเวณโต๊ะที่ให้บูชาพระวังหน้า ปรากฎว่า ผมไม่ต้องนำพระวังหน้ากลับเลยแม้แต่องค์เดียว แถมที่ซ่อนไว้ในกล่อง ก็เกือบหมดครับ

    ท่านใดที่ได้ นางกวัก (ของวังหน้า) ที่ผมแจกไปนั้น หากมีประสบการณ์อะไร อย่าลืมโทร.บอกผมด้วยนะครับ ข้อย้ำ ของจริงต้องพิสูจน์ได้

    ส่วนรูปต่อไปเป็นบรรยากาศบางส่วนในงาน

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    ส่วนรูปต่อไปเป็นบรรยากาศภายนอก ผมถ่ายในช่วงหลังๆแล้วครับ

    [​IMG]

    รูปต่อไปเป็นรูปที่กำลังเช็คยอดเงินของผ้าป่า

    [​IMG]

    รูปต่อไปเป็นรูปที่ถวายเงินผ้าป่าครับ

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    หลังจากที่ถวายเงินผ้าป่าสามัคคีแล้ว พระอาจารย์นิลได้มอบพระสมเด็จ(วังหน้า) ให้กับทุกๆท่านที่ไปร่วมงานในวันนี้

    โมทนาบุญกับทุกๆท่านครับ

    .
    </TD></TR></TBODY></TABLE>


    ส่วนท่านที่ประมูล พระสมเด็จ "กลักไม้ขีด" ได้ ผมแนะนำว่า ให้ห้อยองค์นี้ องค์เดียวนะครับ

    แล้วลองดูว่า ก่อนที่จะห้อย กับ เวลาที่ห้อย มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร ให้มองเป็นกลางนะครับ แล้วจะรู้เองว่า เป็นอย่างไร

    ของจริง ต้องพิสูจน์ได้เสมอครับ

    .
     

แชร์หน้านี้

Loading...