เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 15 กุมภาพันธ์ 2026 at 17:43.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,885
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,027
    ค่าพลัง:
    +26,857
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,885
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,027
    ค่าพลัง:
    +26,857
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพตรงไปยังศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดบางช้างเหนือ ตำบลคลองใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แต่เช้ามืด เพื่อร่วมในการทำวัตรเช้าและปฏิบัติธรรม ร่วมกับผู้เข้าฝึกซ้อมอบรมเพื่อสอบความรู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ประจำปี ๒๕๖๙ โดยมีท่านเจ้าคุณอาจารย์พระศรีวิสุทธิวงศ์, ดร. (สุวิทย์ ปวิชฺชญฺญู ป.ธ. ๙) รองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เป็นผู้นำในการทำวัตรและปฏิบัติธรรม

    ก็อย่างที่ทุกท่านได้ยินมา คือว่าการที่มีพระเถระซึ่งตนเองรู้จักนั้น ถ้าหากว่าไปถึงก็จะเป็นกำลังใจแก่ผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการต่าง ๆ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔ นี้ กระผม/อาตมภาพเคยกล่าวแล้วว่า "ถ้าไม่ใช่เพื่อนก็เป็นลูกศิษย์" โดยเฉพาะผู้เข้าฝึกซ้อมอบรม เพื่อสอบความรู้เป็นพระอุปัชฌาย์งวดนี้ของภาค ๑๔ มีทั้งหมด ๓๐ รูป เฉพาะจังหวัดกาญจนบุรีที่กระผม/อาตมภาพเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดอยู่ก็ ๑๐ รูปเข้าไปแล้ว แล้วไหนจะจังหวัดอื่นอีก

    เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่แล้วก็เป็นลูกศิษย์ที่กระผม/อาตมภาพสอนมา ไม่ว่าจะในระดับประกาศนียบัตร ปริญญาตรี หรือว่าปริญญาโทก็ตาม เมื่อเห็นครูบาอาจารย์มาถึง หลายท่านก็ดีใจ ขอเข้ามากราบก่อน จนกระผม/อาตมภาพต้องยกมือห้ามไว้ ให้ทำวัตรเช้าและปฏิบัติธรรมให้เรียบร้อยเสียก่อน

    เมื่อทำวัตรเช้าและปฏิบัติธรรมเสร็จเรียบร้อย มีการแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลแล้ว ทางพิธีกรก็ยังนิมนต์กระผม/อาตมภาพให้โอวาทแก่บรรดาว่าที่พระอุปัชฌาย์อีกต่างหาก กระผม/อาตมภาพเองจึงได้บอกกล่าวกับทุกท่านว่า พระอุปัชฌาย์นั้นเป็นตำแหน่งเจ้าคณะปกครองที่สำคัญมาก ๆ เนื่องเพราะว่าในสมัยโบราณนั้น พระอุปัชฌาย์ก็คือผู้ปกครองลูกศิษย์ ไม่ว่าลูกศิษย์จะเป็นใหญ่เป็นโต เป็นที่นับหน้าถือตาของบุคคลอื่นขนาดไหนก็ตาม ถึงเวลาก็ต้องมากราบกรานพระอุปัชฌาย์ตามพระธรรมวินัยอยู่ดี

    แม้กระทั่งพระอุปัชฌาย์บางท่าน เมื่อทำการบวชให้กุลบุตรเป็นจำนวนมาก ๆ แล้ว ก็โดนทางราชการเพ่งเล็ง ถึงขนาดจับเข้าคุกมาแล้วก็มี อย่างเช่นหลวงปู่ครูบาศรีวิชัย เป็นต้น เนื่องเพราะว่าถึงเวลาแล้ว ด้วยความที่ท่านเคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย เมื่อทางราชการเห็นว่ามีลูกศิษย์ขึ้นกับท่านเป็นจำนวนมาก ก็น่าจะมีรายรับอะไรที่ดีมากตามไปด้วย

    แต่เมื่อถึงเวลาไปขอแล้ว ท่านบอกว่าไม่มีให้ เนื่องเพราะว่าหลวงปู่ครูบาศรีวิชัยนั้น เฉพาะวัดที่ท่านบูรณปฏิสังขรณ์และรับผิดชอบดูแลอยู่ก็ ๑๐๘ วัดเข้าไปแล้ว ไหนจะผลงานชั้นยอดในชีวิตอย่างการสร้างทางขึ้นไปสักการะพระบรมธาตุดอยสุเทพอีกต่างหาก ต่อให้มีเงินมากมายขนาดไหน ถ้าหากว่าทำอย่างหลวงปู่ท่าน ไม่ควักเนื้อตนเองก็บุญโขแล้ว..!

    แต่ทางราชการก็ไม่ฟังเสียง ไปกล่าวหาว่าท่านซ่องสุมผู้คนเพื่อก่อกบฏ เนื่องเพราะว่าบวชลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก ดังนั้น..ถ้าหากว่าเห็นใครห่มดองพาดสังฆาฏิลักษณะนั้น ก็คือลูกศิษย์ของครูบาศรีวิชัย จะโดนตราหน้าว่าเป็นพรรคพวกของกบฏ โดนจับสึกบ้าง ถอดจากตำแหน่งบ้าง เป็นจำนวนมากต่อมากด้วยกัน..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,885
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,027
    ค่าพลัง:
    +26,857
    ดังนั้น..ตำแหน่งพระอุปัชฌาย์จึงเป็นตำแหน่งเจ้าคณะปกครองที่สำคัญ เพราะว่าต้องเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกให้การอุปสมบทต่อกุลบุตรที่เข้ามาขอเป็นสัทธิวิหาริกของตน คำว่า "สัทธิวิหาริก" ก็คือบุคคลที่มาอาศัยครูบาอาจารย์อยู่ด้วย และ "อันเตวาสิก" ก็คือบุคคลที่มาขอพึ่งพิง อาจจะเป็นคนอื่นที่พระอุปัชฌาย์อื่นบวชให้ แต่ว่ามาขออาศัยให้ท่านว่ากล่าวสั่งสอนแทนพระอุปัชฌาย์ก็มี

    ถ้าหากว่าท่านที่เป็นอันเตวาสิก ปฏิบัติตามแบบโบราณ ถึงเวลาก็ต้องไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์โดยใช้คำกล่าวว่า "อาจะริโย เม ภันเต โหหิ" ๓ วาระด้วยกัน ซึ่งแปลว่า "ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าด้วยเถิด" ดังนี้

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พระพุทธศาสนาของเราจะเจริญรุ่งเรืองหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพระอุปัชฌาย์ โดยเฉพาะกระผม/อาตมภาพนั้น ถ้าหากว่ายังไม่ถึง ๕ พรรษา จะไม่ปล่อยสัทธิวิหาริกของตนเองออกไปอยู่จำพรรษาที่อื่น ยกเว้นว่าสถานที่นั้น ๆ มีพระเถระซึ่งบวชโดยกระผม/อาตมภาพเอง เป็นผู้ปกครองสถานที่นั้นอยู่ สามารถที่จะฝากให้ว่ากล่าวดูแลแทนได้

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกคนจึงจะทราบดีว่า ถ้าหากกระผม/อาตมภาพบวชให้แล้ว ภายใน ๕ ปี ไม่ต้องขอไปไหน ให้เร่งรัดศึกษาในเรื่องของพระธรรมวินัย กิจวัตร วิธีวัตร อาคันตุกะวัตรต่าง ๆ ให้ชัดเจน ไปไหนจะได้ไม่ทำให้ครูบาอาจารย์ต้องขายหน้าคนอื่นเขาซซ!

    โดยเฉพาะเมื่ออุปสมบทมาแล้ว เราก็ต้องรับผิดชอบในการปกครอง สอดส่องดูแล ให้การศึกษา ออกหนังสือสุทธิให้ และควบคุมการย้ายวัดของสัทธิวิหาริกที่อายุพรรษายังไม่พ้น ๕ ก็แปลว่า หน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ที่รับผิดชอบต่อกุลบุตรนั้น อย่างน้อยก็ต้องดูแลปกครองว่ากล่าวสั่งสอนอยู่ ๕ พรรษา แต่ถ้าหากว่าบางท่านที่ดูแล้วว่ายังเอาดีไม่ได้ ถึง ๕ พรรษาแล้วก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้ออกไปที่อื่น เพราะว่าอาจจะไปสร้างความเสียหายให้กับส่วนรวมได้มากอย่างที่เป็นข่าวเป็นคราวกันอยู่
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,885
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,027
    ค่าพลัง:
    +26,857
    บุคคลผู้ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตนเองต้องเป็นแบบอย่างให้กับลูกศิษย์ได้ ใช้ภาษาบาลีที่ว่า ยถาวาที ตถาการี พูดอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น ยถาการี ตถาวาที ทำอย่างไร ก็พูดอย่างนั้น ไม่มีนอก ไม่มีใน ไม่มีต่อหน้าอย่างหนึ่ง ลับหลังอย่างหนึ่ง

    ขอให้เคร่งครัดต่อตนเองก่อน แล้วค่อยไปเคร่งครัดต่อผู้อื่น ถ้าหากว่าทำแบบนี้ได้ สิ่งที่ท่านพูด สิ่งที่ท่านทำ ก็จะเป็นความขลังความศักดิ์สิทธิ์ ช่วยให้ลูกศิษย์สามารถที่จะยึดถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม เพราะว่ามีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว


    อีกส่วนหนึ่งก็คือความเป็นพระอุปัชฌาย์นั้น ถือว่าเป็นหน้าที่ซึ่งเราต้องปฏิบัติ ตามระเบียบคำสั่งมติมหาเถรสมาคม ที่มีการกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ถ้าละเมิดจริยาของพระอุปัชฌาย์แล้วจะต้องโดนลงโทษอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการตำหนิโทษ ภาคทัณฑ์ หรือว่าให้ออกพ้นจากหน้าที่ เป็นต้น

    ดังนั้น..เราต้องระมัดระวังตนเองให้ดี แล้วในขณะเดียวกัน ก็ต้องว่ากล่าวสั่งสอนสัทธิวิหาริกให้ดี เพื่อช่วยกันค้ำจุนให้พระพุทธศาสนาของเราเจริญมั่นคงต่อไป สมกับคำขวัญของมหาคณิสสรที่ว่า "พระอุปัชฌาย์ดีเป็นศรีแก่พระศาสนา"

    เมื่อถึงเวลาให้โอวาทจบแล้ว ก็ปล่อยให้ทุกท่านไปทำธุระส่วนตัวและฉันเช้าร่วมกัน จากนั้นก็กลับมาเข้าห้องอบรม ฟังพระเดชพระคุณหลวงปู่พระเทพสาครมุนี (สมบูรณ์ ปญฺญาวุโธ ป.ธ.๙) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ อดีตเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาครให้โอวาทต่อ ว่าพระอุปัชฌาย์ที่ดีนั้น ควรจะทำตัวอย่างไร ? ซึ่งหลวงปู่ท่านบอกไว้ว่า จะทำตัวเป็นน้ำนิ่งไม่ได้ ต้องพยายามที่จะศึกษาเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อที่ถึงเวลาสั่งสอนลูกศิษย์แล้ว จะได้ทันสมัยใหม่เสมอ เหล่านี้เป็นต้น

    ครั้นจบโอวาทแล้วก็เป็นพิธีเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการ โดยพระเดชพระคุณพระธรรมวชิรเจติยาจารย์ (ชัยวัฒน์ ปญฺญาสิริ ป.ธ. ๙) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,885
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,027
    ค่าพลัง:
    +26,857
    เมื่อพระเดชพระคุณท่านทำพิธีเปิดและให้โอวาทแล้ว กระผม/อาตมภาพถึงได้ขอตัวเพื่อที่จะเดินทางเข้าที่พัก เนื่องเพราะระยะนี้รู้สึกว่าอากาศเปลี่ยนแปลงแรงมาก การที่ไม่ได้พักไม่ได้ผ่อน บางทีก็อาจจะทำให้สุขภาพชำรุดได้ เนื่องเพราะว่าเมื่อคืนนั้น ด้วยการที่ตั้งใจจะเก็บ "เสบียงบุญ" ให้ได้ตัวเลขที่ต้องการ ซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณเที่ยงคืน จึงได้กำหนดใจให้ตนเองตื่นในเวลานั้น แต่พอตื่นมาแล้ว กลับไม่ยอมนอนเสียนี่..! เนื่องเพราะฝึกไว้ว่าถ้าตื่นแล้วก็ตื่นเลย ทำงานต่าง ๆ ของตนต่อไป เมื่อถึงเวลากรำงานมาเกิน ๑๐ ชั่วโมง จึงทำท่าว่าจะไม่ไหว

    ครั้นกลับมาถึงสถานที่พัก ฉันเพลเรียบร้อยแล้ว ตั้งใจว่าจะพักผ่อน แต่เจ้าประคุณเถอะ..บรรดาบุคคลสำคัญต่าง ๆ ก็ทยอยกันมา ล้วนแล้วแต่มีภาระสำคัญที่เกี่ยวเนื่องด้วยกันทั้งสิ้น จึงต้องให้การต้อนรับไปตามเพลง จนกระทั่งได้เวลา จึงมาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเสียก่อน ไม่เช่นนั้นแล้ว ถ้าหากว่าคิวต่อไปมาถึงก็อาจจะไม่ได้บันทึกเลยก็ได้..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...