คนข้างวัด

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 6 กันยายน 2025.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,083
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,942
    allbone.jpg
    นิยาม “ผี” ผี คือ อะไร ?

    จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายผีไว้ว่าดังนี้ “ผี” น. สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็นตัว แต่อาจจะปรากฏเหมือนมีตัวตนได้อาจให้คุณหรือโทษได้ มีทั้งดีและร้าย เช่น ผีปู่ย่าตายาย ผีเรือน ผีห่า เรียกคนที่ตายไปแล้ว
    ตามความเชื่อและบันเทิงคดีแต่โบราณ ผี (อังกฤษ: ghost) เป็นวิญญาณ (soul) หรือสปิริต (spirit) ของคนหรือสัตว์ที่ตาย ซึ่งสามารถปรากฏให้คนเป็นเห็นได้ ไม่ว่าจะในรูปที่มองเห็นได้หรือสำแดงออกมาในรูปอื่น รายละเอียดการปรากฏตัวของผีมีหลากหลายมากตั้งแต่การแสดงตนแบบมองไม่เห็น ปรากฏเป็นรูปร่างบอบบางที่โปร่งแสงหรือแทบมองไม่เห็น ไปจนถึงการเห็นภาพสมจริงดุจมีชีวิต
    ความเชื่อในการแสดงตนของวิญญาณผู้ตายนั้นมีแพร่หลาย ย้อนไปตั้งแต่วิญญาณนิยมหรือการบูชาบรรพบุรุษในวัฒนธรรมก่อนรู้หนังสือ หลักในบางศาสนา เช่น พิธีกรรมงานศพ พิธีไล่ผี หลักเจตนิยมบางประการและเวทมนตร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อปลอบวิญญาณของผู้ตายให้สงบโดยเฉพาะ ผีมักได้รับการอธิบายว่า เป็นสิ่งที่อยู่โดดเดี่ยวซึ่งสิงสู่ในสถานที่ วัตถุหรือบุคคลหนึ่ง ๆ ที่ผีผูกพันยามมีชีวิตอยู่
    จอห์น เฟอร์เรียร์ แพทย์ชาวสกอต เขียน An essay towards a theory of apparitions (ความเรียงว่าด้วยทฤษฎีการปรากฏตัวของผี) ใน ค.ศ. 1813 ซึ่งเขาแย้งว่า การพบเห็นผีเป็นผลมาจากภาพลวงตา ภายหลัง แพทย์ชาวฝรั่งเศส Alexandre Jacques François Brière de Boismont ตีพิมพ์ On Hallucinations: Or, the Rational History of Apparitions, Dreams, Ecstasy, Magnetism, and Somnambulism (ว่าด้วยประสาทหลอน: หรือประวัติศาสตร์ผี ความฝัน ปิติสานติ์ อำนาจแม่เหล็กและอาการละเมอเดินถูกเหตุผล) ใน ค.ศ. 1845 ซึ่งเขาอ้างว่า การพบเห็นผีเป็นผลมาจากประสาทหลอน
    Joe Nickell แห่ง Committee for Skeptical Inquiry เขียนว่า ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือว่ามีสถานที่ซึ่งมีวิญญาณของผู้ตายอาศัยอยู่ ความบกพร่องของสัญชานมนุษย์และคำอธิบายทางกายภาพตามปกติสามารถเป็นเหตุผลของการพบเห็นผีได้ ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงความดันอากาศในบ้านทำให้ประตูกระแทกปิดเสียงดัง หรือแสงไฟจากรถยนต์ที่ผ่านไปมาสะท้อนผ่านกระจกในยามค่ำคืน พาเรียโดเลีย (Pareidolia) การโน้มเอียงโดยกำเนิดที่จะยอมรับรูปแบบในสัญชานสุ่ม เป็นสิ่งที่ผู้กังขาเชื่อว่าทำให้คนเชื่อว่าตนเอง "เห็นผี" สำหรับรายงานของผี "โผล่ออกมาจากมุมตา" อาจอธิบายได้ว่า เป็นความว่องไวของการมองภาพด้านข้างของมนุษย์ ตามข้อมูลของ Nickell การมองภาพด้านข้างสามารถทำให้หลงผิดได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลางดึกเมื่อสมองอ่อนล้าและมีแนวโน้มตีความภาพและเสียงอย่างผิด ๆ
    นักวิจัยบางคน อาทิ Michael Persinger แห่งมหาวิทยาลัยลอเรนเทียน ประเทศแคนาดา สังเกตว่า ความเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลก (ซึ่งถูกสร้างขึ้นได้จากความเครียดเทคโทนิกส์ในเปลือกโลกหรือกิจกรรมของดวงอาทิตย์ เป็นต้น) สามารถกระตุ้นสมองกลีบขมับ และสร้างประสบการณ์จำนวนมากซึ่งเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่ในความทรงจำ คาดกันว่า เสียงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการพบเห็นที่ทึกทักว่าเป็นจริง Richard Lord และ Richard Wiseman ได้สรุปว่า อินฟราซาวน์สามารถทำให้มนุษย์ประสบความรู้สึกแปลก ๆ ในห้องได้ เช่น ความกังวล ความโศกเศร้าอย่างยิ่ง ความรู้สึกว่ากำลังถูกมอง หรือกระทั่งอาการหนาวสะท้าน มีคำอธิบายบ้านผีสิงที่เป็นไปได้มาตั้งแต่ ค.ศ. 1921 ว่า การได้รับพิษคาร์บอนมอนออกไซด์สามารถทำให้การรับรู้ของระบบตาและหูเปลี่ยนไปได้

    นิยาม "ผี" โดย ศาสตราจารย์แมกซ์ มูลเลอร์
    310750_220037084726060_1760161672_n.jpg
    (ศาสตราจารย์แมกซ์ มูลเลอร์)
    ในภาษาทมิฬมีคำว่า “เปย์” แปลว่า ผี คำนี้เห็นจะเป็นการประจวบ คงจะไม่ใช่เป็นคำเดียวกับผีในภาษาไทย เพราะเปย์นั้น ศาสตราจารย์แมกซ์ สมูลเลอร์ กล่าวว่าเป็นคำสันสกฤตมาจากธาตุคือคำที่เป็นตัวตั้งว่า ปียะ ปียนฺต แปลว่าเกลียดทำลาย ตรงกับคำว่า "Fiend" ซึ่งแปลว่า ผีร้าย
    ในภาษาอังกฤษและในภาษากอธิกซึ่งเป็นภาษาเยอรมันโบราณ พวกหนึ่งว่า Fiyand ดังนี้คำว่า เปย์ จึงไม่ใช่คำเดียวกับคำว่าผี เพราะผีของเราในชั้นเดิมมีความหมายเป็นกลางๆ และคงเป็นคำที่ใช้แทนเทวดา ซึ่งเราคงได้รับมาจากภาษาบาลีในตอนที่เราได้รับพระพุทธศาสนาแล้ว
    อ้างอิง : Max Muller ศาสตราจารย์แมกซ์ มูลเลอร์ :ศาสตราจารย์ทางนิรุกติศาสตร์ชาวเยอรมันผู้นำในการศึกษาความรู้ เกี่ยวกับตะวันออก ท่านเป็นคนแรกที่ได้จุดประทีปขึ้น ให้ชาวยุโรปทั้งหลายมองเห็นความดีงาม และความลึกซึ้งของพระพุทธศาสนา ท่านได้แปลคาถาธรรมบทเป็นภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์ครั้งแรก “ประมวลศีลธรรมของพระพุทธเจ้า สมบูรณ์มากที่สุดที่โลกเคยรู้จักมา” Max Mulle

    นิยาม "ผี" โดย พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์
    294433_220103501386085_1081691320_n.jpg
    (พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์)
    พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ได้ทรงนิพนธ์ไว้ว่า
    “นามศัพท์อย่างหนึ่ง คนทั้งปวงเรียกว่าผี ผีนี้เป็นอัศจรรย์นัก แต่ในนี้เราจะแยกคำที่ว่าผี หรือสิ่งที่เป็นผีนั้นเสียก่อน เรียกผีมี ๒ อย่างคือ ผีมีตัว ผีไม่เห็นตัว ผีมีตัวได้แก่ผีต่างๆ คือ ผีเรือน ผีป่า ผีโขมด ผีอะไรๆไม่เห็นตัวที่กลัวกันนั้นแล เจ้าผีที่มีตามศาลซึ่งเรียกว่าเทพารักษ์ หรือเทวดานพเคราะห์อะไรๆทั้งหมดนี้ ควรนับว่าผีไม่เห็นตัว เพราะไม่ใคร่จะมีใครเห็นที่ที่ประชุมชนมากๆนั้น จึงเรียกว่าผีไม่เห็นตัวอีกอย่างหนึ่ง
    ผีทั้งสองอย่างนี้ มักใช้ถ้อยคำของคนทุกภาษา ทุกศาสนาเป็นที่นับถือบ้าง กลัวบ้าง มีอาการต่างๆประเภทต่างๆ ดังจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า แต่ชาติใดจะนับถือเชื่อฟังในเรื่องผีนี้ยิ่งกว่าชาติจีนต่างๆ แลพวกลาวพุงขาว พุงดำซึ่งเป็นชาติที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันออก แลทิศเหนือของเรานั้นเป็นไม่มี
    แต่ถึงอย่างไรก็ดี คงมีคนมี่ไม่เชื่อถือผี ไม่กลัวผีนั้นเป็นอยู่แทบทุกชาติเหมือนกัน แต่คนที่ไม่เชื่อผีนั้น เป็นคนที่ได้เล่าเรียนทางพระพุทธศาสนา ได้พิจารณาการอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แบ่งขันธ์ แบ่งธาตุบ้างเป็นคนที่ได้เล่าเรียนตามนักปราชญ์เบื้องอัษฎงคต ได้เห็นการใดก็พิจารณาละเอียดแล้วจึงเชื่อนั้นบ้างรวมความลงแล้ว คนพวกใดที่ไม่มีปัญญาตรองละเอียดในการทุกอย่างแลมีสติวิจารณ์ให้เห็นแท้แล้ว ก็ไม่ใคร่จะเชื่อถือเรื่องผีนี้นัก ยกไว้แต่คนที่เชื่อแต่คำเล่าลือต่างๆ คำบุราณๆ แล้วไม่ตรองด้วยปัญญาตน ไม่พิจารณาให้ละเอียดแล้ว มักจะเชื่อเรื่องผีนี้โดยมาก”
    อ้างอิง : หนังสือว่าด้วยอำนาจผีแลผีหลอก ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ พระราชโอรสพระองค์ที่ ๖๐ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.๔)
    :- https://9mahawed.blogspot.com/search/label/เรื่องผี
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,083
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,942
    (ต่อ )
    นิยาม "ผี" โดย พระอมรฤดี
    302651_220126211383814_1179753165_n.jpg
    (หนังสืออำนาจดวงจิตต์)
    พระอมรฤดี ( นารถ บุณยเกียรติ ) เป็นข้าราชบริพารใน ร.๖ ที่ใกล้ชิดและรู้เรื่องของท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ราชมานิต ธมฺมวิตโก ภิกขุ วัดเทพศิรินทราวาส เป็นอย่างดี พระอมรฤดีเป็นผู้ที่สนใจฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับอำนาจทางจิต และได้แต่งตำราทางจิต และวิญญาณมากมาย โดยเฉพาะหนังสือ “อำนาจดวงจิตต์”
    “วิญญาณของมนุษย์เราจะออกจากร่างได้ก็ต่อเมื่อสิ้นลมปราณแล้ว กล่าวคือเมื่อถึงแก่ความตายอย่างหนึ่ง วิญญาณนี้เรามักเรียกกันว่า เจตภูต ส่วนฝรั่งเห็นจะตรงกับคำว่า แอสตรอลบอดี้ (Astral Body) เจตภูตของเรานี้เมื่อออกจากร่างเดิมแล้ว อาจจะไปสำแดงร่างให้ผู้อื่นเห็นในที่ใดๆได้ ที่เราเรียกกันว่า ผีหลอก
    เจตภูตจำพวกนี้เป็นพวกที่ไม่มีที่อาศัย จึงจำเป็นต้องเที่ยวเพ่นพ่านวนเวียนอยู่ก่อน จนกว่าจะพบที่อยู่ ร่างกายของเราก็คือสถานที่พักของเจตภูตนั่นเอง เมื่อสถานที่พักทำลายลง กล่าวคือธาตุทั้ง ๔ ในร่างกายได้ดับสิ้นไป หมายความว่าถึงอวสานแห่งชีวิตแล้ว เจตภูตจำเป็นต้องออกไปหาที่อาศัยแห่งอื่นต่อไป จนกว่าจะสิ้นเวร สิ้นกรรม
    อีกอย่างหนึ่งวิญญาณของมนุษย์เราออกจากร่างเมื่อเวลาที่เรานอนหลับสนิท เราฝันเห็นอะไรต่างๆนั้นคือวิญญาณหรือเจตภูตออกจากร่างไปประสบสิ่งหนึ่งสิ่งใดตามเรื่องที่เราฝันนั้นเอง วิญญาณที่ออกจากร่างโดยทำนองนี้ จะกลับคืนสู่ร่างในขณะที่เราตื่นขึ้น
    บางทีเราตื่นขึ้นด้วยความตระหนกตกใจ เช่น มีใครมาปลุกให้ตื่นโดยความรีบร้อน หรือโดยเหตุเอ๊กซิเด็นต่างๆเหล่านี้ พวกนักปราชญ์ในทางนี้เขาอธิบายว่า ในร่างกายของเรานั้น มีสายใยโยงติดต่อกันกับวิญญาณ และดึงดูดเอาดวงวิญญาณหรือเจตภูตให้เข้ามาสู่ร่างกายโดยทันที ความดึงดูดที่กำลังเร็วเช่นนี้ จึงมักจะกระทำให้ใจคอเราสั่นไปนานๆ ก็เพราะเหตุที่วิญญาณถูกบังคับให้มาโดยด่วนนั่นเอง” พระอมรฤดีได้เขียนบรรยายไว้
    อ้างอิง : อำนาจดวงจิตต์ (WILL POWER) ภาคพิเศษ พระอมรฤดี เรียบเรียง


    นิยาม "ผี" โดย พ่อขุนรามคำแหง
    296863_218194414910327_631440096_n.jpg
    (ศิลาจารึกหลักที่ 1)
    "เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีพระขะพุงผี เทพดาในเขาอันนั้นเป็น
    ใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ว ไหว้ดีพลีถูก
    เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขาอันบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้
    หาย" ศิลาจารึก พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

    แปลเนื้อความ หลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ จารึกด้านที่ ๓ : ๑๐ บรรทัดแรก
    บรรทัดที่ 1 : (งแฏ่)ง เบื๋องตีนนอนเมืองสุโขไทนี๋มีตลาดป
    บรรทัดที่ 2 : สาน มีพระอจน มีปราสาท มีป่าหมาก
    บรรทัดที่ 3 : พร๋าว ป่าหมากลาง มีไร่มีนา มีถิ่นถ๋าน มีบ๋านใหญ่บ๋านเล็ก เบื๋
    บรรทัดที่ 4 : องหววนอนเมืองสุโขไทนี๋ มีกุดีพิหารปู่ครู
    บรรทัดที่ 5 : อยู่ มีสรีดภงส มีป่าพร๋าวป่าลาง มีป่าม่วงป่าขาม
    บรรทัดที่ 6 : มีน๋ำโคกมีพระขพุง ผีเทพดาในเขาอนนน๋นน
    บรรทัดที่ 7 : เปนใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี๋ ขุนผู๋ใดถืเมือง
    บรรทัดที่ 8 : สุโขไทนี๋แล๋ ไหว๋ดีพลีถูก เมืองนี๋ท่ยง
    บรรทัดที่ 9 : เมืองนี๋ดี ผิไหว๋บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขาอนนบ่
    บรรทัดที่ 10 : คุ๋มบ่เกรง เมืองนี๋หาย...............

    ถอดความเป็นภาษาไทยสมัยปัจจุบัน (โดยตรง)

    “เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอจนะ มีปราสาท
    ป่ามะลาง มีไร่มีนามีถิ่นฐาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้
    มีกุฎี พิหาร ปู่ครู อยู่ มีสรีดภงส์ มีป่าพร้าว ป่าลาง มีป่าม่วง ป่าขาม มีน้ำโคก
    มีพระขพุงผี เทวดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้
    ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง
    เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ถูก พลีบ่ถูก ผีในเขาอันบ่คุ้ม บ่เกรง เมืองนี้หาย............”
    แปลจาก : หลักศิลาจารึกกรุงสุโขทัยหลักที่ ๑ แห่งพ่อขุนรามคำแหง

    นิยาม "ผี" โดย ขงจื้อ
    302030_217802811616154_1964719418_n.jpg
    (ปรมจารย์ขงจื้อ)
    "จงเคารพผี แต่อยู่ให้ห่างไว้" ขงจื้อ
    " ผีแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ซึ่งมีอยู่ในตัวได้เหลือเฟือจริงหนอ เรามองหารูปภูตผีแต่ก็ไม่แลเห็นตัว เราฟังเสียงผีแต่ก็ไม่ได้ยิน ถึงกระนั้นผีผีย่อมเข้าแทรกสิงอยู่ทุกสิ่งทุงอย่างที่จะปราศจากผีไม่มี ผีเป็นเหตุให้ประชาชนในอาณาจักรต้องยึดถือศีลและชำระมลทิน ต้องสวมเสื้อผ้าอันงามที่สุด เพื่อไปกรพทำกิจพลีบูชา ดั่งนี้ผีก็เหมือนดั่งกระแสน้ำไหล ดูเหมือนผีอยู่ทั้งเบื้องบนเบื้องซ้ายและเบื้องขวาของผู้กระทำบูชา "
    แปลจาก : Gile's The Religion of China Ancient
    อ้างอิงสำนวน : พระยาอนุมานราชธน

    นิยาม "ผี" โดย ศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธน
    307480_220339798029122_1485108102_n.jpg
    ศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ)

    “ผีในภาษาไทยสาขาต่างๆ ไม่ได้หมายความถึงผีร้ายที่มาหลอกหลอน
    หรือแปลว่า ซากศพดังที่เข้าในกันในภาษาเรานั้น ในภาษาไทย อาหม
    ผีแปลว่า เทวดา หรือจะแปลว่า ผี ในความหมายอย่างที่เราๆ เข้าใจกันก็ได้”
    หนึ่งในหลายคำอธิบายพระยาอนุมานราชธนได้อธิบายไว้
    อ้างอิง : ศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ)

    สุดท้ายนี้ ผี คือ อะไร? ทุกคนคงเข้าใจกันดีว่า ผี คือ อะไร ?
    :- https://9mahawed.blogspot.com/search/label/เรื่องผี

     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,083
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,942
    คนข้างวัด
    ผมชื่อวุฒิครับ บ้านผมอยู่ข้างวัด วัดเป็นอะไรที่ทำให้ผมทั้งเบื่อ และประทับใจมากที่สุดในเวลาเดียวกัน
    นับตั้งแต่ผมจำความได้ เพราะตอนเช้าประมาณตีสี่ตีห้าของทุกวัน จะต้องได้ยินเสียงระฆัง ฆ้อง กลอง
    วันปกติพระท่านจะตีฆ้องเพื่อทำวัตรเช้าประมาณช่วงตีสี่จะถึงตีห้า ถ้าหากวันนั้นเป็นวันวันพระท่านจะตีกลองแทนเป็นสัญญาณบอกชาวบ้านวันนี้วันพระแล้วค่อยทำวัตรเช้าตามปกติ ส่วนระฆังจะตีเพื่อบอกสัญญาณบิณฑบาต ช่วง หลังหกโมงแล้วนิด ๆ เบื่อเพราะอะไร ไอ้ลำพังเสียงฆ้องกลองระฆัง แถมหมาหอนรับกันเป็นทอด ๆ หนวกหูเป็นอย่างยิ่งนี่ก็ไม่เท่าไหร่หอก แต่ที่มันเบื่อและรำคาญกว่านั้นก็คือแต่ละเช้าของวันหลวงตา จะเปิดหอกระจายข่าวด้วยเพลงธรรมะบ้าง ธรรมะที่ท่านเทศน์เองบ้าง ครูบาอาจารย์พระเถระท่านอื่น ๆ เทศน์บ้างออกอากาศลั่นไปสามบ้านแปดบ้าน มันเป็นอุปสรรคสำหรับคนนอนตื่นสายอย่างผม ผมจึงคิดและตั้งใจไว้เสมอว่าเมื่อผมเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่หกเมื่อไหร่ ผมจะต้องหนี
    ไปอยู่ที่อื่นให้ห่างจากเสียงรบกวนการนอนตื่นสายของผมไปให้ไกลแสนไกล ข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นสำหรับคนข้างวัดอย่างผมคือ พ่อแม่ชอบดื่มเหล้าทั้งคู่ ส่วนใครจะดื่มมากดื่มน้อยกว่ากันนั้นผมไม่สามารถสรุป
    ได้ สรุปได้เพียงว่าแม่ผมเป็นคนปากจัด ชอบหาเรื่องทะเลาะกับพ่อ หลวงตา พระเณร เพื่อนบ้าน หมูหมากาไก่ได้หมดทุกอย่าง ที่เข้าไปแทรกความรู้สึกของแม่ผมในช่วงที่ท่านเมา ผมไม่อยากอยู่กับสิ่งแวดล้อมแบบนี้ พี่ชายพี่สาวผม หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่หกแล้ว ก็พากันหายหัวไป ไม่มีใครกลับ
    มาเยี่ยมบ้าน เยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ และผมเลยสักคน

    หลังจากสอบปลายภาควันสุดท้าย ของการเรียนชั้นประถมของผม ผมรีบเดินกลับบ้านด้วยความกระหยิ่มใจว่าอิสรภาพกำลังจะมาเยือนผมแล้ว ส่วนผลสอบจะเป็นอย่างไร ผมไม่สนเพราะผมตั้งใจทำคะแนนให้ดีที่สุดทุกครั้งก็พอ ผมทำการบ้านส่งครูก่อนใครหมด อ่านหนังสือก่อนสอบล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ โดย
    อาศัยเสียงฆ้องกลองระฆัง รวมทั้งหอกระจายข่าวของหลวงตาทุกเช้านี่แหละเป็นนาฬิกาปลุกอันประเสริฐ นี้คือส่วนที่ผมประทับใจในการเป็นคนข้างวัด เพราะฆ้องกลองระฆังมีส่วนทำให้ผมทำข้อสอบ ได้แปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของทุกวิชาที่สอบ ไม่ว่าครั้ง ไหน ๆ ก็ตามตั้งแต่เข้าเรียนชั้นอนุบาลแล้ว
    ครั้งสุดท้ายนี้ก็เหมือนกันผลมันย่อมเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ใช่เพื่อให้เรียนเก่งอะไรเกินใครในผองเพื่อนหรอกครับ เพียงเพราะผมอยากรีบจบ รีบได้ออกจากภาวะที่บีบคั้น เรื่องพ่อแม่ทะเลาะกันทุกครั้งที่เมานี่มากกว่า

    เย็นวันนั้นผมยังไม่ได้ขึ้นบันไดบ้านด้วยซ้ำ เพียงแค่กำลังหันข้างเบี่ยงตัวเข้าประตูรั้วได้นิดเดียว ก็เจอลูกหลงจานกระเบื้องลอยมาตรงหัวผมพอดี ผมรีบยกมือขึ้นปัดออก ไม่ต้องบอกผมก็รู้ว่าเป็นฝีมือใคร เพราะพ่อผมเวลาเมานอกจากเงียบแล้ว ถ้าอยู่ในบ้านก็ต้องรีบหาทางหนีหลบไปหาที่สงบใจเมาอยู่คนเดียว
    ตามท้องไร่ปลายนาตามเรื่องตามราวของท่าน เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะกันกับแม่ ถ้าหากท่านไม่เมา ก็อาจจะมีการตอบโต้กับแม่บ้างเพื่อเตือนสติ แต่นั่นก็เท่ากับว่าสาดน้ำมันเข้ากองไฟกองใหญ่เป็นเชื้อประทุอารมณ์แม่ลุกพรึบเพิ่มขึ้นอีกได้หลายเท่า อำนาจแรงเหวี่ยงหมุนของจานกระเบื้องจากบนบ้านที่เป้า
    หมายอยู่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่ายกายพ่อเป็นหลัก มันได้พุ่งตรงมาที่ผม ด้วยความจวนตัวผมยกมือขึ้นปัดเป็นผลให้โดนแค่ข้อมือร่วงลงแตกกระจายอยู่ตรงนั้น ข้อมือบวมปูดขึ้นมาทันตา หักหรือเปล่าผมไม่สนแล้วตอนนี้ ผมเปลี่ยนใจจากการเอากระเป๋าสมุดนักเรียนไปเก็บ และเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน ข่มความเจ็บ
    ปวดด้วยการหันหน้าเดินเลียบกำแพงวัด ซึ่งบ้านผมกับกำแพงวัดนั้นมีซอยเล็ก ๆ สร้างด้วยคอยกรีตกว้างเกินสี่เมตร กั้นอยู่ ผมลอดซุ้มประตูวัดเข้าไปซุ่มนอนใต้ถุนกุฏิหลวงตาเงียบ ๆ จวบจนรุ่งเช้า หลวงตาลงมากวาดลานหน้ากุฏิก่อนออกบิณฑบาต ผมจึงค่อย ๆ คลานออกไปด้านข้างแล้ววกกลับไปด้านหน้า
    ของท่านกราบลงสามครั้ง แบบเบญจางคะประดิษฐ์ตามที่ครูพระสอนศีลธรรมสอนไว้อย่างนอบน้อม
    แล้วกล่าวตะกุกตะกัก “ถวายความเคารพครับหลวงตา เมื่อคืนผมแอบนอนที่ใต้ถุนกุฏิครับ”

    หลวงตายิ้ม แล้วตอบว่า “เอ๊ะ ไอ้นี่ริจะเป็นขโมยหรือไง แอบมาซุ่มนอน เงียบ ๆ ทำไมไม่บอกหลวงตา
    ๆ จะหามุ้งกันยุงมาให้กางนอน แล้วพ่อแม่ไม่ว่าเอารึ”

    “ขอโทษครับ พ่อแม่ผมไม่รู้หรอกครับ ท่านมัวแต่ทะเลาะกันอยู่ ผมไม่อยากอยู่บ้านหลังนี้และหมู่บ้านนี้
    อีกแล้วครับ หลวงตา” ผมกล่าวตอบน้ำตาคลอเบ้า

    “ตัวเท่ามด แล้วแกจะไปอยู่ไหน จะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร” ท่านยืนกอดไม้กวาดทางมะพร้าวถามอย่างเป็นห่วง
    เช้าวันนั้นหลังจากผมรับประทานอาหารก้นบาตร มื้อแรกของชีวิต แม้บ้านจะอยู่ข้างวัดก็ตามผมไม่เคยย่างกรายเข้าสู่บริเวณวัดเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ครั้นทานข้าวเสร็จแล้วผมจึงกราบลาหลวงตาออกเดินเรื่อยเปื่อยไปตามท้องไร่ท้องนาประกอบการตัดสินใจที่จะพาตัวหนีจากชุมชนแห่งนี้ พอพลบค่ำจึงแอบ
    เข้าบ้าน ถึงไม่แอบก็ไม่มีใครสนใจผมอยู่แล้ว บ้านสงบอย่างประหลาด แสดงว่าสงครามทางอารมณ์ของพ่อกับแม่ยุติลงแล้วเป็นการชั่วคราว อาจเป็นวันนี้ หรือตั้งแต่เมื่อวานมิอาจทราบได้ ผมเตรียมเสื้อผ้าเท่าที่มีทั้งเก่าทั้งใหม่หนีออกจากบ้านมุ่งไปยังตัวจังหวัด ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านผมนักน่าจะไม่ถึง
    สิบกิโลดีเท่าไหร่ ผมมีเพื่อนรุ่นพี่เป็นเด็กประจำหน่วยหนังเร่ชื่อดังของจังหวัดคนหนึ่ง ปิดเทอมทีไร ผมติดรถหนังเร่ไปฉายในละแวก จังหวัดนี้ และจังหวัดใกล้เคียงเป็นประจำ ดังนั้นการมาอยู่กับเพื่อนของผม
    ในครั้งนี้จึงไม่แปลก ผมอยู่ที่นี่ประมาณสองสามปีโดยที่ทางบ้านไม่รู้ หรือไม่สนใจก็มิอาจเดา กระทั่งเพื่อนรุ่นพี่ลาออกจากหน่วยบริการหนังเร่ที่ว่าแล้วชวนผมไปหางานทำที่โรงงานพลาสติกแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม

    ทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งนี้ จนอายุย่างยี่สิบส่วนเพื่อนรุ่นพี่ที่ชวนผมมาด้วย เป็นคนที่ทำงานดี ขยันขันแข็งจนได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกอะไรสักอย่างหนึ่ง ก่อนที่ไม่นานก็ลาออกไปแล้วผมก็ไม่ได้เจอพี่แกอีกเลย ฟังว่า มีเจ้าของโรงงานอื่นมาซื้อตัว หรือให้อัตราค่าจ้างที่แพงกว่าที่นี่มากโขอยู่ ผมทำงานที่นี่ของผมไปเรื่อย ๆ ตามประสาคนงานรับเงินรายวัน แต่จ่ายเดือนละสองครั้ง อาศัยที่ผมไม่ดื่ม
    เหล้า ไม่เที่ยว ไม่สูบบุหรี่แม้เงินเดือนจะน้อย แต่ก็พอมีเงินเก็บเกือบสองแสนแล้ว ปีนี้ตั้งเป้าว่าจะให้เลยสองแสนกลาง ๆ จะกลับบ้านเอาเงินไปให้พ่อให้แม่ซ่อมแซมบ้าน หรือทำอะไรก็ได้ตามใจแก แม้แต่จะดื่มเหล้าทะเลาะกันก็ช่าง นั่นเป็นสิทธิ์ของท่านทั้งสอง ส่วนผมเมื่อคัดเลือกทหารแล้ว ก็จะกลับมา
    ทำงานที่เดิมอีก เพราะคุ้นเคยกับเถ้าแก่จนได้รับการไว้วางใจให้ช่วยดูแลคนงานแทนหัวหน้าแล้วหลาย
    ครั้งคาดว่าน่าจะได้ตำแหน่งรองหัวหน้าราวต้นปีหน้านี้แน่นอน

    แล้วอยู่ ๆ ราวสองทุ่มเศษ ๆ พี่วิทย์ พี่ชายคนโตของผม ซึ่งครอบครัวเรามีพี่น้องสามคน ชายสองหญิงหนึ่ง พี่สาวเป็นคนขั้นกลางระหว่างผมกับพี่ชาย ได้มาหาผมในเครื่องแบบของพระภิกษุ ทั้ง ๆ ที่จากกันไปนานมาก สิบกว่าปีน่าจะได้ และผมเองก็ไม่เคยกลับบ้าน ไม่เคยบอกใคร ว่าผมอยู่ไหนทำอะไร ตั้งแต่
    ออกจากบ้านคราวนั้นแล้ว ผมดีใจมากสลัดเสื่อกก ที่มีอยู่ผืนเดียวในห้องให้สะอาดที่สุดเท่าที่จะสะอาดได้ปูให้ท่านนั่ง กราบทำความเคารพ จัดน้ำจัดท่าถวายตามธรรมเนียม โดยไม่รอให้ผมถามอะไรใน
    ความแปลกใจนั้น ท่านก็เอ่ยขึ้นก่อน

    “เจริญพร ไอ้วุฒิ หลวงพี่มารับกลับบ้าน ไปกันเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวไม่ทันรถไฟ ที่บ้านมีปัญหานิดหน่อย”

    “ครับหลวงพี่ ผมก็คิดถึงคุณพ่อคุณแม่เหมือนกัน ผมจะฝากจดหมายลาไว้กับเพื่อนข้างห้องก่อน หลวงพี่
    นั่งพักตามสบายก่อนนะครับ” ผมเอ่ย โดยไม่ได้สังเกตอากัปกริยาของพี่ชายเท่าไหร่นัก

    ผมควานหาปากกา กระดาษแบบฟอร์มการลาหยุดงาน ของโรงงาน กรอกวัตถุประสงค์การลาตามความจำเป็นแล้วเอาไปฝากกับคนงานรุ่นน้องข้างห้องให้ส่งให้หัวหน้าในวันรุ่งขึ้น ผมกับพี่ชายก็เดินตามกัน
    ออกมาขึ้นแท็กซี่ให้พาไปส่งที่สถานีรถไฟหัวลำโพงทันที พี่ชายผมยื่นย่ามมาให้ผมสะพายรอในระหว่าง ที่ท่านต่อคิวเข้าไปซื้อตั๋วรถไฟ เที่ยวกรุงเทพ ฯ - อุบล ฯ จำได้ว่าเป็นขบวนรถเร็ว ที่ ๑๔๑ รถจะออกจากกรุงเทพ ฯ เวลาประมาณ สี่ทุ่มเศษ ๆ ถึงอุบลประมาณ สี่โมงเช้าซึ่งสถานีที่เราจะลงคือสถานีรถไฟ
    จังหวัดสุรินทร์ หลวงพี่บอกว่า กะให้ไปสว่างที่สุรินทร์พอดี จะได้ไม่ยุ่งยาก เรานั่งสนทนากันมาตลอดทาง ถามถึงการทำมาหากิน ในระหว่างที่ต่างคนต่างออกจากบ้าน พี่ชายผมเล่าให้ฟังพอสรุปใจความได้ว่า หลวงพี่ออกเร่ร่อนรับจ้างไปเรื่อยตั้งแต่เป็นกรรมกรก่อสร้างแถวกรุงเทพ รับจ้างเฝ้าไร่อ้อยที่ชลบุรี จน
    มีคนชวนไปทำงานกับเรือประมงทางภาคใต้หลายปี การลงเรือครั้งสุดท้ายเมื่อสี่ปีก่อนไปถูกจับที่น่านน้ำฝั่งประเทศพม่า จึงถูกขังคุกพม่าอยู่สองปี พอเขาปล่อยก็กลับบ้านแล้วบวชตั้งแต่ปีกลาย จนกระทั่งบัดนี้ประมาณปีครึ่ง แต่ถ้านับพรรษา ก็ พ้นพรรษาที่สองมาได้นิดหน่อย เป็นห่วงพ่อแม่อยากอยู่ใกล้ ๆ ท่าน
    ๆ แก่ลงทุกวัน แม่เราก็เหมือนเดิม ขี้เหล้าเจ้าอารมณ์ ยิ่งทุกวันกำลังวังชาเหลือน้อย ดื่มน้อยก็เหมือนมาก เป๊กเข้าไปทีไรได้เรื่องทุกที พ่อก็ต้องทนรับอารมณ์แม่เหมือนเดิม แม้แต่หลวงพี่ก็พลอยโดนหางเลขไปด้วย เดือนนี้พอออกพรรษา แล้วพี่กราบลาหลวงตาไปหาสถานที่ปฏิบัติธรรม หรือเดินธุดงค์ สัก
    เดือนสองเดือนเพื่อเจริญสมาธิภาวนาต่างถิ่นเปลี่ยนบรรยากาศ อยู่ที่นี่ทำใจลำบากเพราะบ้านอยู่ติดวัด
    แล้วค่อยกลับมาจำพรรษาที่บ้านตามเดิม หลวงตาท่านอนุญาตแล้ว แต่พอหลวงพี่ไปบอกลาแม่ แม่กลับด่าหลวงพี่เสีย ๆ หาย ๆ ลามไปถึงหลวงตาด้วย หลวงพี่น้อยใจมาก

    หลวงพี่เล่าได้แค่นั้นรถไฟก็จอดเทียบชานชาลาสุรินทร์พอดี หลวงพี่เดินนำหน้าลงบันไดไปผมสะพายย่ามตามหลัง ชวนหลวงพี่นั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง หลวงพี่บอกไม่ต้องเดินเอาดีกว่า บรรยากาศยามเช้า ๆ สดชื่นดี สถานีรถไฟก็ไม่ไกลจากหมู่บ้านนักเดินออกจากชานชาลารถไฟประมาณ หกโมงเช้า ถึง
    หมู่บ้านก็ราว ๆ เจ็ดโมงครึ่ง พอถึงซุ้มประตูทางเข้าวัดซึ่งอยู่เยื้อง กับทางเข้าบ้านผมนิดหน่อย หลวงพี่ก็ขอย่ามจากที่ผมสะพายอยู่ไปถือเอง ท่านบอกผมว่าไม่ต้องตามไปส่งถึงกุฏิก็ได้ให้ผมรีบเข้าบ้าน พ่อกับแม่กำลังรออยู่ พอผมเดินมาถึงบ้านต้องแปลกใจเพราะที่หน้าบริเวณบ้านมีเต็นท์ กางอยู่สองสามหลัง มี
    อาสน์สงฆ์ตั้งติดขอบถนน หันหน้าเข้าบ้าน เสียงแม่ครัวทำกับข้าวเจี๊ยวจ๊าวฟังไม่ได้ศัพท์ มัคนายก
    ประจำหมู่บ้านกำลัง ถือไมโครโฟน ทดสอบเสียงอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ แม่กำลังสะลึมสะลือมือข้างหนึ่งถือขวดเหล้า มือข้างหนึ่งถือแก้ว เดินตาแดงก่ำออกจากบ้านจ้องมองมาหน้าถนนเข้าบ้านเหมือนคอยใครอยู่อย่างจดจ่อ พอเห็นผมเท่านั้นแหละเป็นเรื่อง

    “ไอ้เวร มึงกลับมาทำไม ไปไม่ลามาไม่ไหว้ ใครบอกมึงว่าพี่มึงตาย มึงจึงกลับบ้านถูก กูต้องเอาเลือดยางหัวมึงออกไอ้เวรนี่” ว่าพร้อมกับเหวี่ยงแก้วเหวี่ยงขวดในมือใส่ผมสุดแรงด้วยความโมโห
    เดือดร้อนมัคนายก และคนอยู่ในงานต้องรุมล้อมช่วยกัน กันแม่ออกจากผมเข้าไปสงบสติอารมณ์ใน
    บ้านอย่างทุลักทุเล จากนั้นมัคนายกหันมาถามผม ว่า

    “ไปไงมาไง ไอ้วุฒิ ใครบอกข่าว วันนี้เป็นวันเก็บอัฐิ หลวงพี่เอ็งพอดี”

    “หลวงพี่ไปรับมาครับ” ผมตอบตามความเป็นจริง

    “หา อะไรนะ หลวงพี่ไปรับ มึงจะบ้าหรือเปล่า หลวงพี่มึงผูกคอตาย เพราะน้อยใจแม่มึง เมื่อเจ็ดวันที่แล้วนี่เอง”
    ผมเข่าอ่อนทรุดตัวลงกองตรงนั้น แล้วรำพึงดัง ๆ ว่า

    “เป็นไปไม่ได้ หลวงพี่ไปรับผมมา เรานั่งรถไฟคุยกันมาตลอด ท่านพึ่งแยกจากผม เข้าวัดไปเมื่อสักครู่นี่เอง”
    “ หา” เสียงใครต่อใครหลายคนอุทานขึ้นพร้อมกัน...

    สิริมงคล/๐๕/๐๑/๕๖
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=46062

     

แชร์หน้านี้

Loading...