บทความให้กำลังใจ(ดูมันเถียงพระ)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,495
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,069
    ธรรมพระพยอม
    เช้าวันหนึ่ง อาตมาออกบิณฑบาต เจอโยมสีกาวัยกลางคน ออกมายืนอยู่หน้าบ้าน พร้อมกับขันข้าว คอยใส่บาตร อาตมาเดินผ่านมาจึงยืนรอรับ ทำหน้าที่เป็นสะพานบุญให้โยม โยมสีกานั่งลงยกขันข้าวขึ้นเหนือหัวเล็กน้อย ได้ยินเสียงอธิษฐาน...ทำท่าจะลุกขึ้นใส่บาตร กลับนั่งลง เสียงพึมพำ ขอต่ออีกรอบ ไม่ทราบว่าขอสวรรค์กี่ชั้น เช้าๆ ยุงเยอะกัดขาพระตั้งหลายตัว บ้านถัดไปก็คอย พระก็นึกในใจว่า "โยม เอ้ย โยม ข้าวทัพพีเดียว ขอมากขอมาย ค้ากำไรเกินควรไปแล้วล่ะมั่ง โยม"

    มีเศรษฐีคนหนึ่ง คำว่าเศรษฐี ต้องแน่ใจว่า ในชีวิตนี้ ไม่ขาดอะไร แต่มีนิสัยชอบ "ขอ" ไม่ว่าจะทำบุญให้ทาน ทำวัตรสวดมนต์ แกต้องขอต่อท้ายทุกทีไป เช้าขึ้นกิจวัตรที่ต้องทำคือ เข้าห้องสวดมนต์ทำวัตรเช้า จบบททำวัตรเช้าแกก็เริ่มขอ "ด้วยอานุภาพผลานิสงค์ในการสวดมนต์ ภาวนาของข้าฯ ขอจงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าจงมีทรัพย์สินเงินทองข้าวของไหลมาเทมา ขอให้ข้าพเจ้าร่ำรวยเป็นร้อยเท่าทวีคูณ...ฯลฯ" เสียงของเศรษฐีดังออกมาจากห้องพระ บังเอิญมีคนขอทานมานั่งรอท่านเศรษฐีตั้งแต่เช้า เมื่อได้ยินขอตั้งมากมาย ขอทานจึงเปลี่ยนใจลุกขึ้น พอดีกับเศรษฐีเดินออกมาจากห้องพระ จึงพูดกับขอทานว่า
    "นี่เธอ จะรีบไปไหน เอ๊านี่ ข้าให้ 5 บาทมารับไป เร้ว !"
    "ขอบคุณครับ ท่านเศรษฐี แต่ผมไม่รับเงินจากท่านหรอก"
    "เพราะอะไร เจ้าจึงไม่รับ"
    "ก็เพราะ ท่านกับผม มันอาชีพเดียวกัน เมื่อครู่ ท่านเศรษฐีขอมากกว่าผมอีก" ว่าแล้วขอทานรีบลงเรือนไป

    ทุกวันนี้ เราเป็นชาวพุทธกันอย่างไร ได้ปฏิบัติตามครรลองอันดีที่พระพุทธองค์ ท่านสั่งสอนกันหรือไม่ ถ้าเราอ่านพระไตรปิฎกครบทุกเล่ม ท่านไม่เคยตรัสไว้เล่มไหนเลย ว่าพวกเธอต้องการสิ่งไหนหรืออยากได้อะไรให้ "ขอเอา" ไม่มี มีแต่เคยตรัสไว้ว่า ต้องการสิ่งใดที่ถูกต้องให้ทำเอา

    คำว่าบุญ แปลว่าธรรมชาติที่ชำระจิตให้ผ่องใส ทำบุญครั้งหนึ่งให้ลดกิเลส ความเห็นแก่ตัวลงไป จิตที่คิดจะให้ สบายกว่าจิตที่คิดจะเอานะ - คุณโยมเอ๋ย....

    พระพยอม กัลลยาโณ

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=26756
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,495
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,069
    ความจริงใจ.jpg
    ตะแกรงร่อนความคิด

    มีชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาหาอาจารย์ที่สอนตนเอง ด้วยอาการรีบร้อนกระวนกระวาย เพราะคิดว่าเรื่องที่ตัวเองได้รู้มานั้นมีความสำคัญ จึงอยากให้อาจารย์รับรู้ด้วย สักครู่จึงแจ้งข่าวให้อาจารย์ทราบว่า

    “ท่านอาจารย์ ผมมีเรื่องที่เป็นความลับจะแจ้งให้อาจารย์ทราบ”

    ฝ่ายอาจารย์เห็นลูกศิษย์วิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย จึงกล่าวเพื่อให้ลูกศิษย์รู้สึกผ่อนคลายและให้เรียนรู้ที่จะมีสติก่อนที่จะรับฟังข้อมูลดังกล่าวนั้น

    “เดี๋ยวก่อน ความลับที่จะบอกนั้น เธอได้ใช้ตะแกรง ๓ อันมาร่อนหรือยัง ?”

    “ตะแกรง ๓ อันที่อาจารย์กล่าวนั้นคืออะไรครับ ?” ลูกศิษย์ถามด้วยความสงสัยและใคร่อยากรู้
    ฝ่ายอาจารย์จึงให้ลูกศิษย์เข้ามานั่งใกล้ ๆ แล้วชี้แจงวิธีการนำเรื่องตะแกรง ๓ อันมาเป็นเกณฑ์วินิจฉัยเรื่องที่รับทราบว่า

    “ตะแกรง ๓ อันนั้นคือ ตะแกรงอันที่หนึ่งเรียกว่า “ความจริง” ความลับที่เธอจะบอกนั้นเป็นความจริงหรือยัง?”

    “ผมไม่รู้ แต่ได้ยินเขาพูดต่อ ๆ กันมา” ลูกศิษย์ตอบด้วยความไม่มั่นใจ

    “ตะแกรงอันที่สองเรียกว่า“เจตนาดี” หมายถึงความลับที่เธอจะบอกนั้นเต็มไปด้วยเจตนาที่ดีหรือไม่ ?”

    “เรื่องที่จะเล่านั้นก็มิได้มีเจตนาที่ดีแต่อย่างใด”

    “ถ้าเป็นเช่นนั้น เพื่อความแน่ใจในการตัดสินใจ เราน่าจะใช้ตะแกรงอันที่ ๓ เข้ามาเป็นเกณฑ์ตัดสินด้วยคือ “เรื่องนั้นมีความสำคัญ” มากใช่ไหม ?”

    “ก็ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใดนักหรอกครับ” ลูกศิษย์ชี้แจง

    เมื่อการถามไถ่เรื่องความลับที่ลูกศิษย์นำมาบอกแก่อาจารย์ โดยมีเรื่องตะแกรง ๓ อันเข้ามาเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ ลูกศิษย์จึงได้ตระหนักรู้ในเรื่องดังกล่าวนั้น ฝ่ายอาจารย์จึงให้ข้อคิดแก่ลูกศิษย์ในเรื่องการรับข่าวสารอันเกื้อกูลต่อการเรียนรู้ชีวิตไว้ว่า

    “ไม่ว่าเราจะรับรู้เรื่องราวอะไรก็ตาม หากว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ความจริง ไม่มีเจตนาอันเป็นไปเพื่อความดีงาม และไม่มีความสำคัญ การรับรู้เรื่องนั้นก็ควรเป็นการรับทราบแต่เพียงอย่างเดียว และไม่ควรที่จะถ่ายทอดสู่ผู้อื่น เพราะรังแต่จะเป็นเรื่องรบกวนจิตใจในการที่จะใช้สติปัญญาพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า และที่สำคัญเรื่องราวเหล่านั้นก็ไม่มีคุณค่าพอ ที่จะถือเป็นสาระอันควรนำมาสู่ชีวิตจิตใจของตัวเราอีกต่างหาก”

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48043
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,495
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,069
    เรือจ้าง.jpg
    ยาใจ
    พระพิจิตรธรรมพาที (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺโน)
    ..ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้ว ข้าพเจ้าได้โดยสารเรือจ้างไปในกิจนิมนต์แห่งหนึ่ง คนแจวเรือเป็นชายชรา แต่ยังดูแข็งแรง เป็นคนร่าเริงคุยสนุก แจวพลางคุยพลางตลอดทาง

    ตอนหนึ่งถามแกว่า "โยมมีครอบครัวหรือเปล่า ?"
    "มีครับ ภรรยาก็มี ลูกก็มี แต่อย่าเอ่ยถึงเขาเลยครับ ฟื้นฝอยหาตะเข็บ"
    "อ้าว...! เป็นอย่างไรเล่าโยม ?" ข้าพเจ้าซัก...
    แกว่า "อุส่าห์เลี้ยงเขามาจนโตด้วยเรือลำนี้ ส่งเสียจนได้ดิบได้ดีเป็นใหญ่เป็นโต แต่เขาลืมพ่อเหมือนต้นไม้ได้น้ำค้างแล้วก็ปลื้มลืมน้ำเดิม พูดแล้วมันช้ำใจ แต่บัดนี้ผมก็ตัดใจได้แล้ว เลือดก้อนหนึ่ง ผมตัดได้..."
    ข้าพเจ้าฟังด้วยความเศร้าใจ ลูกหนอลูกทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เพื่อให้แกลืมความหลัง ข้าพเจ้าจึงเอ่ยชมแกว่า
    "โยมทานยาอะไรถึงได้แข็งแรงอย่างนี้"
    "ยาไม่มีดอกครับ" แกตอบ "แต่ผมมีคาถาสำหรับภาวนา หลวงพ่อท่านให้ไว้นานแล้ว ท่านว่าเสกอยู่เสมอ จะทำให้แข็งแรง อายุยืน"
    ข้าพเจ้าชักสนใจ ออกปากขอทันที
    โยมชอบใจหัวเราะอย่างเบิกบาน พูดว่า "ได้ครับ คาถาของผมจำง่าย ใช้สะดวก"

    ใจเย็น หน้ายิ้ม อายุยืน แข็งแรง ไร้โรค โชคดี

    "นี่แหละครับ ดีจริงๆ ผมขอรับรองเอง เพราะผมใช้ได้ผลมาแล้ว"

    จนกระทั่งบัดนี้ ข้าพเจ้ายังไม่ลืมชายชราคาถาขลังผู้นั้น

    ขอบคุณที่มา :: พระพิจิตรธรรมพาที (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺโน) 30 สิงหาคม 2547 :: ภาพจากอินเทอร์เน็ต
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=45685&sid=31ff3678e43fab13b921a689e5257127
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,495
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,069
    images.jpg
    ความรักความเข้าใจ
    "ชายผู้ยากจน" อาศัยอยู่กับภรรยา วันหนึ่ง..ภรรยาผู้มีผมยาว ได้ขอให้สามี..ซื้อหวีมาให้ เพื่อจะได้หวีผมให้เป็นทรง ให้ดูดี เขารู้สึกเสียใจที่จะต้อง..ปฎิเสธ เนื่องจากเขาไม่มีแม้แต่เงิน ที่จะไปซ่อมสายนาฬิกาที่ชำรุด ภรรยา..เข้าใจและไม่ว่าอะไร

    ชายคนนั้นไปทำงานและผ่านร้านนาฬิกา เขาตัดสินใจ..ขายตัวเรือนนาฬิกาในราคาแสนถูก และนำเงินไปซื้อหวีให้ภรรยา พอตกเย็นกลับถึงบ้าน ก็นำหวีที่ซื้อมาไปให้ภรรยา ปรากฎว่า...ภรรยาตัดผมสั้นเสียแล้ว ภรรยาบอกว่าเธอตัดผมไปขาย เพื่อซื้อสายนาฬิกาใหม่ให้สามี

    ทั้งสอง.."กอดกัน" ร่ำไห้ ไม่ใช่เสียดาย ไม่ได้เสียใจ แต่ "ซ า บ ซึ้ ง " ใน "ความรัก" ที่มีให้กัน ความรักไม่เท่าไหร่ แต่การ "ถู ก รั ก" นั้นมีค่ายิ่งนัก และการถูกรักโดยคนที่เรารักนั้น..คือ "สิ่งที่มีค่า" เพราะความรักแบบนี้จะอยู่ด้วยกันได้นาน แม้จะโกรธกัน แต่ทั้งคู่ก็จะพยายามจูนเข้าหากันได้ไม่ยาก ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันและพัฒนาตัวเอง

    แตถ้าเรารักใครสักคน แต่เขาไม่รักเรา เวลามีเรื่องทะเลาะกัน เราต้องเป็นฝ่ายงอนง้อเขาก่อนเสมอ หรืออาจถูกบอกเลิกโดยไม่ใยดี เราเป็นห่วงเขา แต่เขาไม่เคยห่วงเรา ความรักแบบนี้มักจะมีความทุกข์มาก และต้องเสียน้ำตาบ่อยๆ.........

    1..ความรัก คือ โชคอย่างหนึ่ง เพราะใช่ว่าทุกคนจะมีได้

    2.. ความรัก เป็นได้ทั้งมือเเละผ้าพันเเผลเวลาเสียใจ

    3.. ความรัก คือ สิ่งเติมเต็มให้ชีวิตไม่รู้สึกขาดอะไรไปอย่างนึง

    4.. ความรัก คือ ความหวัง กำลังใจ เเละศรัทธาในกันเเละกัน

    5.. ความรัก มีความลับอยู่อย่างหนึ่งว่า ไม่ได้รักในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข
    เเต่มีความสุขในสิ่งที่เรารักต่างหาก

    6.. ความรัก คือ ศิลปะที่คนมีรักเท่านั้น ที่จะเข้าใจเเละเห็นคุณค่า

    7.. ความรัก คือ โอกาสที่เราจะได้พิสูจน์จิตวิญญาณของตัวเอง

    8.. ความรัก คือ สิ่งที่ทำให้คนฉลาดกลายเป็นคนโง่ ทำให้คนโง่กลายเป็นคนฉลาด

    9.. ความรัก เมื่อสูญเสียไปเเล้ว ก็ยังดีกว่าไม่เคยรัก

    10.. ความรัก มิได้เป็นการก้าวนำหรือก้าวตาม เเต่เป็นการก้าวไปพร้อม ๆ กัน

    11.. ความรัก ทำให้คนเราเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของชีวิต

    12.. ความรัก ทำให้จดจำคืนพิเศษคืนเดียวไปตลอดชีวิต
    เพราะทุกคืนที่ไร้ความรัก ก็มิอาจเทียบเท่าได้กับคืนนี้เพียงคืนเดียว

    13.. ความรัก คือ การยอมเป็นน้ำเย็น ในขณะที่อีกฝ่ายร้อนเป็นไฟ

    14.. ความรัก ที่มีมาเป็นปี ๆ ก็สามารถพังทลายลงได้เพียงเสี้ยววินาที

    15.. ความรัก จะยาวนานหรือจะเเสนสั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิธีที่รัก

    16.. ความรัก กว่าจะพบเจอได้นั้นเเสนยาก อย่าให้มันจบสิ้นเพียงวันเดียว

    17.. ความรัก สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา เหมือนถ่านไฟเก่าที่กำลังคุโชน

    18.. ความรัก ต่อให้บอกกันทุกวันว่ารักก็ไม่มีคำว่ามากเกินไปหรอก
    เเต่...ความเกลียดสิบอกกันครั้งเดียวก็คงไม่อยากได้ยินอีกต่อไป

    19.. ความรัก ถ้าไม่รักเเล้วต่อให้พูดมากเท่าใดก็ไม่สามารถรักกันได้

    20.. ความรัก สามารถให้อภัยกันได้เสมอโดยไม่มีเงื่อนไขว่ากี่ครั้ง

    21.. ความรัก รักได้เเต่อย่าหลงเพราะถ้าหลงเวลาเลิกเเล้วจะเจ็บปวด

    22.. ความรัก อยู่เหนือคำทำนายเเละจะไม่มีวันเป็นไปตามคำพยากรณ์ได้

    23.. ความรัก คือ สิ่งแปลกใหม่ที่จะทำให้มุมมองของคุณเปลี่ยนไปจากเดิม

    24.. ความรัก ทำให้คุณอยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ ได้นานกว่าเดิม

    25.. ความรัก คือ สิ่งที่ทำให้เกิดประกายไฟในหัวใจ

    26.. ความรัก คือ การเริ่มคิดเป้าหมายเเห่งชีวิต

    27.. ความรัก คือ การร่วมฝัน ร่วมปันใจเเละก้าวไปในชีวิต

    28.. ความรัก คือ การอยู่เคียงข้างกันเสมอไม่ว่าอีกฝ่ายจะตกต่ำเพียงใด

    29.. ความรัก ไม่ว่าจะเป็นเเบบไหนยังไงมันก็ต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    30.. ความรัก เป็นนามธรรมที่มองไม่เห็นเเต่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

    31.. ความรัก ทำให้วันเลวร้ายไม่เป็นวันเลวร้ายที่สุด

    32.. ความรัก ทำให้วันที่เเสนเศร้ากลายเป็นวันที่สุขที่สุดได้

    33.. ความรัก เป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่สามารถจะหาได้ง่ายตามท้องถนน

    34.. ความรัก ทำให้อะไรดีงามได้เสมอ

    35.. ความรัก ที่รีบร้อนมักจะพบกับจุดสิ้นสุดได้รวดเร็วเสมอ

    36.. ความรัก คือ สิ่งที่เเม้จะทำความเจ็บปวดให้ เเต่ก็ไม่มีใครที่กลัวหรือเกลียดชังความรัก

    37.. ความรัก ไม่ได้จบลงเเค่การเเต่งงานหรือมีเซ็กส์เท่านั้น

    38.. ความรัก คือสิ่งที่คุณจะพบได้เองโดยมิต้องเเสวงหา

    39.. ความรักคือ สิ่งที่ยืนยาวกว่าชีวิตคนคนนึง

    40.. ความรัก ส่วนมากมักจะเติบโตมาจากความเป็นเพื่อน เเละมักจะยืนยาวเสมอ

    41.. ความรัก ในยามเเรกรัก คือช่วงเวลาของรักที่หวานหอมมากที่สุด

    42.. ความรัก ครั้งเเรกเเละครั้งสุดท้ายมักจะเป็นรักในตนเอง

    43.. ความรัก ทำให้คนกลายเป็นกวี

    44.. ความรัก ไม่ใช่การมองตากัน เเต่เป็นการมองไปในทิศทางเดียวกัน

    45.. ความรัก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ไม่มีคำว่าสายไป

    46.. ความรัก คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ

    47.. ความรัก ทำให้ทุกอย่างสว่างเเละสดใส

    48.. ความรัก คือการพึงพอใจในสิ่งที่รัก

    49.. ความรัก จะมีคุณค่าได้ต่อเมื่อคนที่รักต้องให้เกียรติ์ซึ่งกันเเละกัน

    50.. ความรัก บางทีก็เป็นสะพานทอดไปสู่การเเต่งงาน

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47417
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,495
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,069
    ทุกอย่างในโลกนี้
    ล้วนมีความสัมพันธ์ต่อกัน

    โดย พระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ

    แม้อาจมองว่าแต่ละสิ่งดูเหมือนแยกกันอยู่
    แต่การแยกส่วนในสายตาเรา
    กลับเป็นการแยกเพื่อเชื่อมต่อกัน
    ตามครรลองของสรรพสิ่งที่กำลังเป็นไป
    เป็นลักษณะของการอยู่อย่างแยก
    แต่เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ให้ทุกสิ่งได้ดำเนินไปคู่กัน

    b42.gif b42.gif b42.gif

    หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้ตัวอำเภอ มีภูเขาล้อมรอบ มีอากาศและทิวทัศน์ที่สวยงาม เมื่อใครมาเห็นจะต้องติดใจในความงามของธรรมชาติที่กำลัวอวดโฉม เสน่ห์หลัก ๆ ของหมู่บ้านแห่งนี้ก็คือ "น้ำพุร้อน" ที่ตั้งอยู่บนภูเขาที่ห่างออกไป

    เมื่อชาวบ้านเห็นว่าหมู่บ้านของตัวเองมีแหล่งธรรมชาติที่ทรงคุณค่า จึงได้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คอยดูแล โดยเฉพาะต้นกำเนิดของน้ำพุร้อนที่เป็นแหล่งน้ำแร่ชั้นดี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นำรายได้
    มาสู่ชุมชน

    ชาวบ้านได้แต่งตั้งให้ชายชราคนหนึ่งมาดูแลบริเวณบ่อน้ำพุร้อน ผู้เฒ่าจะคอยตักใบไม้ที่หล่นลงไปด้วยความใส่ใจ พร้อมทั้งความสะอาดกันบ่อให้มีความสะอาดอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีการจัดการเช่นนี้ จึงทำให้บ่อน้ำพุและน้ำแร่ที่ใช้ดื่มมีคุณภาพที่ดีเยี่ยม

    ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป และมีนักท่องเที่ยวมาชมมากขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบก็ต้องเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการจ้างงานเพิ่มเติมขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ชาวบ้านที่ได้รับมอบหมายให้บริหารจัดการรู้สึกกลุ้มใจ

    ในที่สุด เมื่อมองว่าปัญหาการขยายตัวของการท่องเที่ยวมากเกินกว่าที่พวกเขาจะดูแลได้ทั่วถึง ชาวบ้านที่ช่วยกันอนุรักษ์บ่อน้ำพุร้อนจึงนำเรื่องไปปรึกษาคณะฝ่ายบริหารของอำเภอ และขอให้พวกเขาเข้ามาช่วยดูแล ทางอำเภอจึงได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาในหลาย ๆ ด้าน หนึ่งในนั้นก็คือ การปลอดพนักงานให้น้อยลง ผู้บริหารทางอำเภอมีมติให้ยกเลิกการจ้างพนักงานหลายตำแหน่งที่เห็นว่าจะลดค่าใช้จ่ายได้ รวมทั้งการปลดผู้เฒ่าที่คอยตักใบไม้ที่บ่อน้ำพุร้อนออกไปด้วย เพราะพวกเขาเห็นว่าเป็นการเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ

    ใหม่ ๆ ทุกอย่างดูเหมือนดำเนินไปด้วยดี แต่จู่ ๆ ก็มีเหตุการณ์ที่สร้างปัญหายิ่งกว่าเดิมเกิดขึ้น เพราะน้ำพุร้อนและน้ำแร่นั้นส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วลำน้ำ จนไม่สามารถนำมาดื่มกินได้ ทำให้นักท่องเที่ยวพลอยลดน้อยลงไปด้วย

    เมื่อเหตุการณ์ถึงขั้นวิกฤติ เหล่าผู้บริหารชุมชนจึงได้เรียกประชุมชาวบ้านเพื่อหารือ โดยพวกเขาคิดว่าจะไม่ขอพึ่งผู้มีอำนาจทางอำเภออีกต่อไป เพราะได้ประจักษ์แล้วว่าการทำชุมชนให้เข้มแข็งนั้น ท้ายที่สุดคำตอบก็อยู่ที่ชุมชนนั้น ๆ อยู่ดี

    ผู้เป็นหัวหน้าชุมชนได้หารือถึงวิธีที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้หมดไป แต่ไม่ว่าแต่ละคนจะเสนอทางออกอย่างไร ก็ดูเหมือนจะไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจจากที่ประชุม เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปได้สักครู่ ก็มีเสียงผู้เฒ่าท่านหนึ่งที่เป็นปราชญ์ประจำชุมชนกว่าขึ้นว่า

    "อันที่จริง การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้กลับมาใสสะอาดและให้น้ำแร่มีรสชาติดีเช่นเดิมนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย"

    "แก้อย่างไรดีท่านผู้เฒ่า?" ผู้บริหารชุมชนคนหนึ่งถามขึ้น

    "ก็แค่กลับไปจ้างผู้เฒ่าที่คอยดูแลการตัดใบไม้ออกจากบ่อน้ำพุร้อนให้กลับมาทำงานเหมือนเดิม ปัญหาที่กังวลก็จะหมดสิ้นไปในทันที"

    "มันง่ายถึงเพียงนี้เชียวหรือท่าน ไม่ใช่เพราะเราไม่มีเงินจ่ายพนักงานหรอหรือ" มีผู้โต้แย้งขึ้น

    "เอาอย่างนี้ ถ้าไม่เชื่อว่าต้นเหตุมาจากการไม่ดูแลบ่อน้ำพุร้อนให้สะอาดแล้วล่ะก็ ให้ส่งคนไปตรวจดูได้ ที่น้ำเน่า เพราะเราไม่จ้างคนเฝ้าบ่อ เป็นเหตุให้ใบไม้ที่หล่นลงไปในบ่อยทำให้น้ำเน่าเสีย ส่งผลให้น้ำที่ไหลไปในที่ต่าง ๆ พลอยมีกลิ่นเหม็นและดื่มไม่ได้ตามไปด้วย แต่ถ้ากลับไปแก้ไขที่ต้นเรื่องคือ ดูแลบ่อน้ำให้ดีดั่งเดิม ทุกอย่างที่ทำให้ปวดหัวก็จะยุติลงได้

    เมื่อได้ฟังความคิดเห็นจากนักปราชญ์ที่พวกเขายอมรับฝ่ายบริหารจึงได้ส่งตัวแทนที่ดูแลคุณภาพน้ำไปสำรวจในทันทีเหตุการณ์ก็เป็นจริงดั่งว่า เพราะหลังจากที่ไม่มีการจ้างผู้ดูแลบ่อน้ำ ใบไม้ที่ร่วงลงไปทับถมกันก็ทำให้น้ำเน่าเสีย

    ในที่สุด คณะผู้บริหารชุมชนจึงได้จ้างผู้เฒ่าที่ดูแลบ่อน้ำตั้งแต่แรกกลับไปทำงานเหมือนเดิม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันก็คือ น้ำที่เคยขุ่นก็กลับมาใสสะอาด กลิ่นที่เคยเหม็นก็ค่อย ๆ หายไป สามารถนำมาดื่มได้และมีรสชาติดีดั่งเดิมทำให้นักเที่ยวกลับมาเยือนหมู่บ้านของพวกเขาอีกครั้ง

    ข้อคิด ::

    ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ล้วนมีความสัมพันธ์ต่อกัน หากสิ่งหนึ่งได้รับการกระทบ อีกสิ่งหนึ่งย่อมกระเทือนตามเสมอ

    ดอกหญ้าบนยอดเขา ย่อมทำให้ภูเขาดูสวยงามขึ้นพื้นดินที่แห้งแล้ง ย่อมทำให้สรรพสิ่งเหี่ยวแห้งและตายลง

    ความดีงามที่เราช่วยกันสร้างสรรค์ ย่อมช่วยประคองโลกนี้ให้เลื่อมช้าลง ความชั่วร้ายที่ปรากฎ ย่อมทำให้โลกต้องดำรงอยู่ด้วยความหวาดกลัว

    ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีความสัมพันธ์ต่อกัน แม้อาจมองว่าแต่ละสิ่งดูเหมือนแยกกันอยู่ แต่การแยกส่วนในสายตาเรากลับเป็นการแยกเพื่อเชื่อมต่อกันครรลองของสรรพสิ่งที่กำลังเป็นไป

    เป็นลักษณะของการอยู่อย่างแยก แต่เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ให้ทุกสิ่งได้ดำเนินไปคู่กัน

    เมื่อจะเกี่ยวข้องกับสิ่งใด เราจงมองให้รอบด้านและปฏิบัติต่อสิ่งนั้นด้วยความเคารพ

    เราควรรู้จักขอบคุณสรรพสิ่งที่ได้ช่วยวาดภาพสรรพชีวิตให้เราได้มีเพื่อนร่วมโลกได้อย่างสมดุล โดยต่างฝ่ายก็ได้ฝากความหมายของตน เพื่อให้แต่ละสิ่งได้ชื่นชมร่วมกัน
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48493
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,495
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,069
    เปรตห่วงกระดูก
    เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.2490 ขณะที่ผู้เล่า (หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ) อยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ วันหนึ่งนายฟอง ชินบุตร โยมผู้นี้มาวัดประจำ
    เธอได้แบกไหกระเทียมชนิดปากบาน มีฝาครอบ ขนาดใหญ่เกือบเท่าขวดโหล ข้างในบรรจุกระดูกนำมาถวายท่านพระอาจารย์ โยมฟองเล่าว่า เจ้าของไหเขาให้นำมาถวาย เป็นไหใส่กระดูกคน ดูเหมือนจะเป็นกระดูกเด็ก แต่กระดูกนั้นนำไปฝังดินแล้ว ปากไหบิ่นเพราะถูกผานไถขูดเอา โยมฟองได้เล่าถึงเหตุที่ได้ไหนี้มาว่านายกู่ พิมพบุตร ผู้เป็นเจ้าของนา ตั้งใจจะไปไถนาตอนเช้าตรู่ ตื่นขึ้นมาเห็นยังมืดอยู่ จึงนอนต่อ พอเคลิ้มหลับไปก็ฝันเห็นว่า มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหา บอกว่า

    “ให้ไปเอาไหกระดูก 2 ใบ ไปถวายท่านพระอาจารย์มั่นให้ด้วย”

    นายกู่ถามว่า “ไหอยู่ที่ไหน”

    ชายคนนั้นตอบว่า “ไถนาไปสัก 3 รอบก็จะเห็น”

    ถามว่า “ชื่ออะไร”

    ตอบว่า “ชื่อตาเชียงจวง มาเฝ้ากระดูกลูกอยู่ที่นี่ได้ 500 ปีแล้ว วันหนึ่งได้ยินเสียงท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์แว่วๆ มาในเวลากลางคืนว่า เป็นหมามานั่งเฝ้าหวงกระดูก แล้วก็กัดกัน ส่วนเนื้อล่ำๆ อร่อยๆ มนุษย์เอาไปกินหมดแล้ว มัวแต่มานั่งเฝ้าห่วงเฝ้าหวงกระดูกตนเอง กระดูกลูกเมีย ตายแล้วไปเป็นผีเปรต ต้องมานั่งเฝ้ากระดูกถึง 500 ปีแล้ว จึงได้สติระลึกได้ ทั้งๆ ที่อดๆ อยากๆ ผอมโซ ก็ยังพอใจเฝ้าหวง เฝ้าห่วงกระดูกลูกเมียอยู่ กว่าจะรู้ตัวก็เสียเวลาไป 500 ปีแล้ว”

    นี่แหละ เพราะความรัก ความห่วงหาอาลัย เป็นเหตุพาให้ไปเกิดเป็นผีเป็นเปรต เฝ้าสิ่งที่รักและอาลัย จนลืมวันลืมเวลา
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47002


     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,495
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,069
    อะไรสำคัญกว่ากัน
    ณ ฟาร์มแห่งหนึ่งในรัฐแคริฟอร์เนีย มีเด็กหญิงคนหนึ่งอายุสี่ขวบ คุณพ่อของเธอมีรถบรรทุกคันหนึ่งซึ่งคุณพ่อรักมาก เนื่องจากแต่งซิ่งซะดูสดใสใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ ถูกใจโก๋แก่ ว่างั้นเถอะ

    อยู่มาวันหนึ่ง เด็กหญิงเอาของแข็งไปขีดรถเล่น จนรถเป็นรอยขูดขีดไปทั่ว ด้วยความโมโหสุดขีด ผู้เป็นพ่อใช้เส้นลวดมัดข้อมือของเด็กหญิง แล้วจับเธอมัดไว้ในโรงรถเพื่อเป็นการทำโทษ และกว่าเขาจะนึกขึ้นได้ ก็เป็นเวลาที่ร่วงเลยไปเกือบ 4 ชั่วโมงแล้ว

    ตอนที่เขากลับเข้าไปในโรงรถอีกครั้ง มือของเด็กถูกรัดจนเลือดไม่ไหลเวียน จนต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลแพทย์วินิจฉัยว่า ต้องตัดมือทั้งสองข้างทิ้ง เพื่อรักษาชีวิตไว้ เนื่องจากเซลล์ส่วนที่เป็นมือได้ตายไปหมดแล้ว

    เด็กหญิงจึงต้องสูญเสียมือทั้งสองข้างไป โดยที่เธอก็ยังไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของการถูกทำโทษในครั้งนี้เลย มันยิ่งทำให้ผู้เป็นพ่อต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความรู้สึกผิดอยู่ในใจตลอดเวลา

    ครึ่งปีผ่านไป พ่อของเด็กนำรถไปเคาะพ่นทาสีใหม่ ก็ได้รถที่มีสีแสบจ๊าบ ประดุจรถใหม่กลับมาอีกครั้ง พอถึงบ้าน เด็กหญิงเห็นรถทาสีใหม่ พูดขึ้นด้วยความไร้เดียงสาว่า

    "คุณพ่อคะ รถคุณพ่อสวยจังเลย เหมือนรถคันใหม่เลย"

    ในขณะเดียวกัน ก็ได้ยื่นแขนไร้มือคู่นั้นออกมา แล้วถามพ่อว่า

    "แล้วเมื่อไหร่คุณพ่อถึงจะคืนมือให้หนูละคะ"

    คุณทราบไหมว่า เมื่อคุณพ่อคนนั้นได้ยินดังนั้น เขาทำอย่างไร.! ..

    เขาดึงปืนออกมา แล้วยิงตัวตายต่อหน้าลูกสาวของเขา... ... [​IMG] [​IMG] [​IMG]

    ผู้คนมากมายในโลกนี้ ยังแยกไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งสำคัญกว่าในชีวิต
    มัวแต่ลุ่มหลงอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะนึกว่า นั่นคือสิ่งที่สำคัญกว่า... [​IMG]

    คุณจะเห็นคนบางคนอุตส่าห์ไปช่วยมูลนิธิต่างๆกวาดถนน
    แต่ไม่ยอมแม้แต่จะกวาดบ้านของตัวเอง... [​IMG]

    คนบางคนบริจาคเงินมากมายไปสร้างวัด
    แต่กับญาติพี่น้องตัวเองกลับเหนียวหนืดยิ่งกว่าอะไร... [​IMG]

    คนบางคนพูดจาไพเราะอ่อนหวานกับคนรอบข้าง แต่กับคนในบ้านกลับตะคอกฉุนเฉียว... [​IMG]

    นี่แสดงว่า คุณพ่อคนนั้น ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญกว่า ระหว่างรถกับลูกของตัวเอง [​IMG]

    ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ ในโลกนี้ล้วนเต็มด้วยเรื่องแบบนี้
    และมีให้เห็นเป็นประจำ แม้แต่ท่ามกลางเราและท่านนี่แหละ... [​IMG] [​IMG] [​IMG]

    .....................................................
    ...รู้จักทำ รู้จักคิด รู้ด้วยจิต รู้ด้วยศรัทธา...
    ..................ศรัทธาธรรม..................
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=25229
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,495
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,069
    ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง
    คนสงสัยว่ารถนายกฯ ทำไมต้องติดไฟแดง
    เหตุนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน บนถนนแห่งหนึ่งในกทม. มีรถยี่ห้อโตโยต้าสีดำคันหนึ่งได้ขับไปบนถนนเส้นนั้นโดยในรถคันดังกล่าวมี เพียงชายผู้หนึ่งที่กำลังขับรถอยู่เพียงคนเดียวและในระหว่างทางที่ขับไปนั้น ชายดังกล่าวได้จอดรถแวะข้างทางเพื่อซื้อกาแฟ 1ถุง และได้ออกรถไปจนกระทั่งขับมาถึงสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่งชายดังกล่าวก็ได้จอดติดไฟแดงอยู่ จนมีรถตำรวจคันหนึ่งซึ่งขับนำรถเบนซ์มาได้บีบแตรไล่รถที่ชายผู้นั้นจอดติดไฟแดงอยู่นั้นให้ถอยไปและรถตำรวจยังได้พูดผ่านไซเรนว่า "เป็นรถนำขบวนรัฐมนตรีให้รถของชายดังกล่าวหลบไป" แต่รถของชายผู้นั้นก็ไม่หลบให้จนกระทั่งตำรวจได้ลงจากรถมาที่รถของชายดังกล่าว และเรียกให้ชายผู้นั้นลงจากรถ พอชายผู้นั้นได้ลงมาจากรถ ตำรวจได้เห็นชายคนนั้นถึงกลับเป็นลมล้มทั้งยืน สร้างความตกใจให้แก่ตำรวจอีกคนที่นั่งอยู่ในรถจนต้องวิ่งลงมาดูพร้อมกับ รัฐมนตรี พอตำรวจและรัฐมนตรีมาถึง ทั้งคู่ได้เห็นชายดังกล่าว ทั้งตำรวจและรัฐมนตรี ได้นั่งลงไปกับพื้นทันทีเสมือนกับว่าขาทั้ง 2 ข้างได้อ่อนแรงลงไปทันใดและได้เงยหน้ามองดูชายซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าตนด้วยอาการตัวสั่น ชายคนนั้นที่ทั้งคู่ได้เห็นเป็นชายที่มีรูปอยู่บนธนบัตร ซึ่งก็คือ " ในหลวงองค์ปัจจุบัน " [​IMG]

    ในหลวงได้ทรงตรัสถามรัฐมนตรีและตำรวจติดตามว่า พวกท่านจะรีบไปไหนหรือถึงกลับจะต้องฝ่าไฟแดง ข้าพเจ้ายังรอติดไฟแดงได้เลย รัฐมนตรีไม่ตอบได้แต่นั่งตัวสั่นและกราบลงบนพระบาท และในหลวงก็ได้ทรงขึ้นรถ ตำรวจที่นำขบวนรัฐมนตรีมานั้นก็ได้กราบทูลว่าให้ข้าพระพุทธเจ้าขับรถนำรถพระที่นั่งของพระองค์ไปเถิดพุทธเจ้าข้า ในหลวงทรงตรัสว่าเราไม่ต้องให้ท่านมานำขบวนรถเราหรอก เราขับไปเองคนเดียวได้ ท่านไปนำรถของท่านรัฐมนตรีเถอะ และในหลวงก็ได้ทรงขับรถออกไปจากสี่แยกนั้นโดยไม่ได้มีรถตำรวจนำไปแต่อย่างใด เลย
    :
    - http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=25391
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,495
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,069
    ดูมันเถียงพระ
    เรื่องจาก : เทศนา...ฮาสุดขีด ของพระพยอม กัลยาโณ

    วันนั้น ไปเทศน์ที่...สิงห์บุรี...
    เทศน์ให้ครูฟัง...
    ครูนั่งกันเต็มห้องประชุม... ๒-๓ ร้อยคน...
    พวกครูผู้ใหญ่...พวกผู้อำนวยการ... ก็นั่งโซฟาข้างหน้า...
    มีครูผู้ชายคนหนึ่ง...
    นั่งเก้าอี้ข้างหน้า...เหยียดขา...ตาแดง...โงนไป...โงนมา...
    เมา....
    ชาวบ้านเวลาฟังพระเทศน์.เขาพนมมือกันหมด...
    มันไม่พนมมือ...
    แถมเวลาพระเทศน์...มันกระดิกขา...เคาะจังหวะอีก.
    ผู้อำนวยการอยู่ข้างหน้า...พยายามจ้องหน้ามัน...
    มันหันหนี...ไม่สบตา...
    ทำเป็นไม่รู้ ไม่ชี้...
    อาตมาเทศน์ไปสักพัก...ทนไม่ไหว...
    เลยถามว่า...
    โยม...ทำไมไม่ไหว้พระล่ะ...
    พระเดี๋ยวนี้ประพฤติตัวไม่ค่อยดี...ไหว้แล้วเสียมือ...
    แน๊ะ...มันเมาเหล้ากลิ่นคลุ้ง...จนโงหัวไม่ขึ้น...ยังเสือกมาสอนพระอีก...
    โยม...ที่พระเทศน์นี่...
    ท่านเอาธรรมะของพระพุทธเจ้า.มาสอนเรา...
    ไม่ใช่ความคิดของท่าน...
    การที่เราไหว้...เวลาพระเทศน์...เป็นการบูชาธรรม...
    เป็นการแสดงความเคารพพระพุทธเจ้า...
    ไม่ไหว้...
    โยม...อาตมาขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?
    ถามอะไร...?
    ระหว่างเรายกมือไหว้พระเอง...กับมีคนจับมือให้ไหว้พระ...อันไหนดีกว่ากัน...?
    ระหว่างสวดมนต์เอง...กับนอนให้พระสวดให้...อันไหนดีกว่ากัน..?
    มันเงียบ...ไม่ตอบ...
    คงเริ่มสำนึกบาปแล้วล่ะ...
    อาตมารีบถามต่อเลย...เดี๋ยวจะช้าไป...
    โยม...เคยไปวัดบ้างไหม...?
    ไม่ไป...ไม่ชอบวัด...
    โยม...ระหว่างเดินไปวัดเอง...กับเขาหามไปวัด...อันไหนดีกว่ากัน...?
    มันจ้องตาเขม็งเลย...แล้วลุกขึ้นยืน....
    นี่...หลวงพี่...ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม...?
    ได้...
    ระหว่างเดินกลับวัดเอง.กับมีคนหามกลับวัด...อันไหนดีกว่ากัน...?
    ...???

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=28561
     

แชร์หน้านี้

Loading...