วัตถุมงคล อาจารย์ยกพล (โรจนธมฺโม) สายตรงจากสำนักฯ ประสบการณ์เพียบ

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย 108, 23 ธันวาคม 2010.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 กรกฎาคม 2011
  2. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    [​IMG]

    ทำไมพระอาจารย์ยกพล จึงเป็นที่กล่าวขวัญ

    มีหลายท่านสงสัย ตั้งคำถาม และกล่าวขวัญถึงพระอาจารย์ยกพลกันว่า
    ทำไมพระเกจิรูปนี้ถึงมีชื่อเสียงโด่งดัง
    ทำไมถึงมีคนศรัทธาท่านมาก หรือแม้กระทั้งว่า
    ทำไมหนอจึงมีคนเข้าหาท่านมากมายเหลือเกิน ทั้งๆที่ตัวพระอาจารย์ยกพล (หรือที่บรรดาลูกศิษย์เรียกกันติดปากว่าพระอาจารย์อ๊อด) ทั้งพรรษาและอายุก็ยังไม่มากมายนัก

    หลากคำถาม หลายความสงสัยเหล่านี้ อาจจะหาคำตอบได้อย่างง่ายๆ ก็คือเป็นเพราะ อุปนิสัยและความเป็นกันเองของพระอาจารย์ ที่ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะรวยหรือจะจน แต่ขอให้เข้ามาที่วัดด้วยความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ และใจที่เป็นกุศล ท่านยินดีช่วยเหลือทั้งสิ้น บางคนไม่มีเงิน เข้ามาวัดเพื่อจะมาขอเงินจากท่าน ท่านก็มีเมตตา ให้โยมที่เดือดร้อนนั้นไป แต่ก่อนที่จะให้ทุกครั้ง ท่านก็จะถามก่อนว่า โยมนั้นจะนำเงินไปทำอะไร หรือสิ่งใด หากนำไปกินเหล้าเมายา เอาไปทำสิ่งที่ผิดต่อกฎหมายและศิลธรรมนั้น ท่านก็ไม่ให้ แต่หากจะนำเงินนั้นไปเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับครอบ ครัว ท่านก็จะให้ แต่การที่ท่านจะให้นั้นท่านก็ต้องดูคน และให้บอกถึงแผนงานที่จะนำเงินนั้นไปใช้ ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน อีกทั้งงานที่จะทำนั้นเหมาะสมกับเขาหรือไม่ และถ้ามีปัญหาจะมีทางออก ทางแก้ไขอย่างไร ท่านจะพยามสอนให้มีความรอบครอบ ในการใช้จ่ายการบริหารงานบริหารเงิน อีกทั้งไม่ให้ลืมคุณบิดามารดา และครอบครัว เพราะอาจจะหมกมุ่นกับงานมากจนลืมคนรอบข้างที่เขาควรใส่ใจได้ หรือว่าบางคนอดอยาก ไม่มีข้าวปลาอาหารกิน มาหาท่าน ท่านก็เมตตาบอกว่า ที่วัดมีนะ ไปตักกินเอาได้เลย หรือบางคน ไม่มีที่นอน ที่พักอาศัย ท่านก็จะบอกว่า ข้างในวัดมีหมอน มีผ้าห่ม มีที่นอน อยู่ได้เลยนะ แต่อย่าอยู่เฉยๆเพราะคนเรา หากอยู่เฉยๆโดยไม่ได้ทำอะไรแล้ว ก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า ต้องทำตัวเองให้มีคุณค่า ให้เห็นคุณค่าและความดีที่มีอยู่ในตนเองถ้าไม่มีความรู้ก็สามารถฝึกฝนได้ ถ้ามีแรงกายก็ใช้แรงกาย อย่างห้องน้ำที่วัด ก็ไปทำความสะอาดได้ หญ้าที่ขึ้น ตรงไหนเห็นว่ารก ซึ่งอาจจะเป็นที่อยู่ของสัตว์ ที่จะมาทำอันตรายต่อญาติโยมที่จะเข้ามาทำบุญ ท่านก็ให้จัดการไปทำความสะอาด

    หรือในกรณีมีโยมบางคน มาขอให้ท่านช่วยทำการกุศล ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธ แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ไม่ต้องนำชื่อท่านไปลงชื่อไว้เป็นประธาน หรือเป็นกรรมการเพราะท่านบอกว่าการทำบุญหรือการสร้างกุศลนั้นไม่จำเป็นต้อง เอ่ยชื่อ ขอให้ใจเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่มีสติเพียงเท่านี้จิตของเราจะรู้สึกสบาย เป็นพอ ทุกครั้งท่านก็จะให้ ใส่ชื่อคนอื่นหรือใส่ชื่ออื่นๆแทนท่าน แต่ในการทำบุญนั้น ยอดจำนวนเงินทำบุญและรายชื่อผู้บริจาค จำเป็นที่ต้องระบุชื่อผู้บริจาคลงไปด้วยเพื่อจะได้ให้ยอดและจำนวนผู้ทำบุญ นั้นตรงกัน โยมที่มาขอให้อาจารย์ช่วยบริจาค ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะใส่ชื่อของพระอาจารย์ก็ไม่ได้ เพราะอาจารย์ท่านเป็นพระ ถ้าลงรายชื่อไปเดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าพระเอาหน้า ผิดกับเจตนาที่ต้องการจะทำคือต้องการเพียงสร้างกุศล และที่สำคัญคือพระอาจารย์ท่านห้ามไว้อย่างเด็ดขาด ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอย่างไร โยมผู้นั้น จึงใส่รายชื่อผู้ทำบุญเป็น คุณยกพล แทนก็มี ซึ่งถือเป็นเรื่องตลกอีกอย่างหนึ่งไป

    ในการเข้าพบท่านก็เช่นกัน ท่านจะสั่งลูกศิษย์ลูกหาทุกๆคนเลยว่า หากมีญาติโยมมาที่วัดเพื่อจะมาพบท่าน ห้ามกันไม่ให้เข้าพบ
    (บางครั้งเราจะเห็นหลายๆวัดที่มีพระเกจิดังๆแล้วถูกลูกศิษย์ใกล้ชิดกันไม่ ให้เข้าพบ) เพราะอาจารย์ท่านบอกว่า การที่เขาเข้ามาที่วัดก็เพราะเขามีเรื่องเดือดร้อน พระอาจารย์ท่านให้นึกถึงใจเขาใจเรา หากเรามีเรื่องเดือดร้อน แล้วต้องการจะหาที่พึ่งไปพบกับพระหรือคนที่เราอยากให้เขาช่วยเหลือ ตั้งใจเดินทางมาถึงวัด ถึงที่แล้ว แต่ไม่ได้เข้าพบ เพราะลูกศิษย์ใกล้ชิด เป็นตัวเราซึ่งกำลังมีเรื่องร้อนใจเราจะคิดอย่างไร จะทำอย่างไร ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสั่งไว้ ว่าห้ามกันญาติโยม แต่ด้วยความที่พระอาจารย์ท่านต้องต้อนรับญาติโยมทั้งวัน บางครั้งทำให้มีเวลาพักผ่อนน้อย หรือแทบจะไม่ได้พักผ่อนเลย เพราะบางครั้ง โยมที่เข้ามาหา ก็เข้ามาตอน ตี 1 บ้างตี 2 บ้าง(เนื่องจากมาไกล จากเหนือบ้าง อีสานบ้าง ใต้บ้าง ทั่วสารทิศ) และจะเป็นอย่างนี้อยู่แทบทุกวัน บางครั้งลูกศิษย์ทนไม่ได้ ก็ต้องแอบกระซิบ หรือแอบบอกกับทางญาติโยมที่มารอพบว่า ขอให้รออีกสัก 3-4 ชั่วโมงได้ไหมหรือรอเช้าก่อนพระอาจารย์ท่านพึ่งกลับจากนิมนต์ต่างจังหวัด หรือพึ่งกลับจากพิธีพุทธาพิเสกในที่ต่างๆ เพราะอาจารย์ท่านพึ่งได้เข้าไปพักเมื่อสักครู่นี้เอง อยากให้อาจารย์ท่านได้พักผ่อนก่อน แต่ถ้าตัวพระอาจารย์ท่านรู้ว่ามีญาติโยมเข้ารอพบ ท่านก็จะรีบออกมาต้อนรับทันที

    บางครั้งญาติโยมที่เข้ามาพบท่าน เข้ามาโดยที่เมามาจากที่ไหนก็ไม่รู้ อาจจะดื่มเหล้าปลอบใจหรือย้อมใจตัวเองมาก่อน เมื่อคิดไม่ตก แก้ปัญหาไม่ได้ สุดท้ายก็มาพึ่งวัด ท่านเองก็จะบอกโยมที่เมานั้นไปว่า ไปพักผ่อนหลับนอนก่อนดีไหมหรือหาอะไรทานก่อนในครัวพอมีอะไรหุงหาได้ก็ลองหา ทานก่อนนะและพักผ่อน หรือกลับไปบ้านเสียก่อนเถอะ รอให้สร่างเมา แล้วตั้งสติให้ดีก่อน จากนั้นแล้วค่อยมาว่ากัน ว่าเกิดอะไรขึ้น มีปัญหาอะไร เพราะหากคุยกันทั้งที่เมาอยู่อย่างนี้ คงไม่ได้อะไรสักอย่างแน่นอน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    [​IMG]

    พาลูกศิษย์ ช่วยเหลือวัดในถิ่นกันดาร
    ในช่วงจะเข้าพรรษามีญาติโยมนำเทียนนำชุดหลอดไฟมาถวายที่วัดมากจนเกินความจำ เป็น พระอาจารย์ท่านก็จะบอกลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นทั้งพระทั้งฆราวาส ให้ช่วยพากันขับรถไปตามวัดตามป่าเขาต่างๆ เพื่อไปเปลี่ยนหลอดไฟให้บ้าง ไปเดินสายไฟให้บ้าง ไปซ่อมโน่น ซ่อมนี่ที่พอจะซ่อมได้ (เพราะที่วัดเมื่อถึงวันพระ หรือวันสำคัญต่างๆ ก็จะมีญาติโยม นำทั้งหลอดไฟและสายไฟมาบริจาค ทำให้ที่วัดมีสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมาก) ตลอดจนให้การช่วยเหลือวัดต่างๆ ในที่หางไกล หรือสำนักสงฆ์ที่อยู่ตามป่าเขา วัดที่กำลังทำนุบำรุง สร้อมแซม ทั้งนี้รวมไปถึงตามโรงเรียนที่ขาดแคลนหลอดไฟ หรือสิ่งต่างๆ พระอาจารย์ก็จะบอกให้ไปช่วยเหลือเท่าที่เราจะช่วยได้ หรือแม้กระทั้งตามพื้นที่สาธารณะประโยนช์ที่อาจารย์เห็นว่าหากเราทำแล้วจะ เกิดผลประโยชน์ต่อส่วนรวม ท่านก็สั่งให้ไปทำ จะเว้นก็แต่บ้านคนเท่านั้น ตอนที่ไป พวกลูกศิษย์ก็ไปโดยรถตู้ และรถกระบะของทางที่วัดอีก 1 คัน เวลาไปแต่ละครั้งด้านหลังรถกะบะและข้างในรถตู้ ก็เต็มไปด้วยหลอดไฟ สายไฟ ตลอดจนเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ วิ่งไปตามป่าตามเขาซึ่งก็มีจุดประสงค์เดียวคือ เพื่อช่วยเหลือวัดหรือโรงเรียน สถานที่ที่เขายังขาดแคลนต่างๆนั่นเอง มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระอาจารย์ก็เดินไปกับทางคณะศิษย์เพื่อเดินทางไปช่วยเหลือวัดตามที่ต่างๆ ดังที่เคยทำมา ครั้งนั้นไปกัน 2 คัน รถตู้และรถกะบะ พระอาจารย์ท่านนั่งไปกับรถตู้ ส่วนรถกะบะ ท่านให้ศิษย์นั้นเป็นคนขับ ซึ่งรถตู้ขับออกนำไปก่อน เพราะท่านอาจารย์จะเป็นผู้บอกทางว่าจะต้องเลี้ยวเข้าไปที่ไหนยังไงบ้าง และ รถกะบะ ก็จะขับตามหลังมา ขับไปกันได้อยู่สักพักหนึ่ง เหลียวหลังไปกลับมองไม่เห็นรถกะบะ จะว่ารถตู้ขับเร็วจนทำให้รถกะบะตามไม่ทัน ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะแถวนั้นถนนก็มิได้ดีขนาดจะขับรถได้ความเร็วถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะว่ารถกะบะหลงทาง ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะตัวคนขับก็รู้ทางแถวนั้นดี แต่ยังไงก็ตามเรื่องช่วยเหลือก็ต้องมาก่อนและต้องทำให้เสร็จ เพราะในรถตู้ก็ยังมีหลอดไฟและสายไฟ รวมถึงอุปกรณ์อยู่บ้าง เมื่อเสร็จธุระจากการช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว พระอาจารย์ก็กลับมาที่วัด รออยู่หลายวัน จนพระอาจารย์ได้ให้ศิษย์ไปลองสอบถามดูกับญาติ และญาติของคนที่ขับรถกะบะคันดังกล่าวก็มาหาพระอาจารย์ที่วัด มาบอกขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ว่า คนที่ขับรถกะบะไปนั้นเค้าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ยังไงก็จะรีบตามรถมาคืนทางวัดให้ได้อย่างแน่นอน และขอให้พระอาจารย์อย่าได้ถือโทษ หรือโกรธเขาเลย พระอาจารย์ ก็กล่าวตอบกลับไปว่า เรื่องรถนั้นยังไงเดี๋ยวเขาก็คงจะเอามาคืน และส่วนตัวของพระอาจารย์เองก็ไม่ได้ถือโกรธเคือง หรือโทษเขาแต่ประการใด ซึ่งพระอาจารย์ก็อโหสิกรรมให้ แต่การที่เขานำรถที่ญาติโยมบริจาคให้ ไปใช้ในทางส่วนตัวนั้น และทำให้ของที่อยู่หลังรถไม่ได้นำไปบริจากนั้นน่าเสียดายที่เขาจะได้ ร่วมทำบุญสร้างกุศลร่วมกัน แต่อาจารย์ว่าเดี๋ยวเขาก็จะนำรถกลับมาแล้วหละ ไม่นานหรอก ผลปรากฏว่า รถกะบะคันนั้น เขาก็นำกลับมาจริงๆ แต่ตัวของชายผู้นั้น กลับกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนไป นั่นก็คงเป็นเพราะบาปกรรม ที่เขาขโมยรถไปใช้และทำให้ อุปกรณ์หรือหลอดไฟไม่สามารถนำไปถวายวัดอื่น หรือบริจากได้นั่นเอง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • DSCF1797a.jpg
      DSCF1797a.jpg
      ขนาดไฟล์:
      44.8 KB
      เปิดดู:
      1,954
  4. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    [​IMG]

    พระอาจารย์งวดนี้ออกอะไรค่ะ?
    อีกเรื่องที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับพระเกจิชื่อดังต่าง ที่จะมีญาติโยม ผู้หวังโชคลาภ และรวยทางลัด เข้ามาสอบถามเรื่องเลข เรื่องเบอร์กับพระเกจิดังๆ ต่างๆ ซึ่งก็ไม่เว้นแม้กระทั่งพระอาจารย์ยกพลเอง มีญาติโยมจำนวนไม่น้อย ที่เข้ามาหาท่านเพื่อสอบถามเลขเด็ด เบอร์ดัง พยายามให้ท่านบอกใบ้ หรือนำสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวท่าน ที่ท่านจับ มาตีเป็นตัวเลขต่างๆนานา

    บางคนก็ถามตรงๆว่า “อาจารย์ค่ะ งวดนี้ออกอะไร”

    พอพระอาจารย์บอกไม่รู้ ก็ถามกันอยู่เรื่อยไป
    จนบางครั้งอาจารย์ก็นำตัวเลขใกล้ๆตัว แกล้งบอกไปบ้าง

    ครั้งหนึ่งสุนัขที่วัดพึ่งจะนำไปฉีดยามาวิ่งผ่าน มีคนมาถามเลขกับอาจารย์พอดี อาจารย์ไม่รู้จะบอกว่ายังไง ก็เลยนำเลขที่ปลอกคอสุนัขมาบอก

    บางครั้งหลังจากบอกเลขเด็ดพระอาจารย์ก็จะพูดต่อว่า “ตัวนี้เต็มที่เลยนะ มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ มีเท่าไหร่ซื้อให้หมด ไม่ต้องกลับนะ หมดรถหมดบ้าน แล้วค่อยมาบวชพระบวชชี” หลายคนที่ฟังก็นึกขำ เพราะคิดว่าอาจารย์พูดตลก แต่สิ่งที่อาจารย์พูดนั้น ใช่แค่จะพูดให้ตลกขบขำกันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการบอกกับทุกคนให้ทราบว่าว่า พวกหวย พวกเบอร์ หรือการเสี่ยงโชคนั้น มันไม่แน่นอนหรอก จะต้องรอให้หมดบ้าน หมดรถ แล้วต้องมาบวชเป็นพระ บวชเป็นชี ก่อนหรือจึงจะหยุดเล่นได้ แล้วที่พระอาจารย์บอกว่าไม่ต้องกลับนั้น ท่านก็หมายความว่าไม่ต้องกลับมาที่วัด กรณีที่ไม่ถูกเลข พระอาจารย์ท่านจะได้ออกธุดงค์ ให้โยมมาครองวัดดูหวยด้วยตัวเองเลย

    อย่างบางครั้งวัตถุมงคลที่อาจารย์สร้างขึ้น มีลูกศิษย์ถามว่า “อาจารย์ครับ ปลัดขิกของอาจารย์นี้ เหนียวไหม ยิงออกไหม” พระอาจารย์ท่านเลยบอกว่า “ให้ 3 นัดเลย รับรองว่าไม่ออก”พวกลูกศิษย์ที่ใคร่รู้ก็ถามต่อกันอย่างตื่นเต้นว่า “3 นัดเลยหรือครับ” พระอาจารย์ก็ตอบกลับว่า “ใช่ 3นัดเลยต้องให้หมอผ่า ถึงจะออก” ก็เป็นเรื่องขบขำกันอีก ที่อาจารย์กล่าวตอบออกไปอย่างนั้นก็เพราะว่า อาจารย์ต้องการให้ทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท รู้ตัวเอง มีสติอยู่ตลอดเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ ไม่ว่าเรา ไม่ว่าใครนั้นล้วนเป็นไปตามกรรม ถ้าบุคคลใดยังไม่ถึงฆาต ไม่ว่าเจออะไร ร้ายแรงขนาดไหน ก็ไม่ตาย หากบุคคลใด ถึงเวลา ถึงฆาตแล้ว ทานน้ำแก้วเดียวก็ติดคอตายได้เช่นกัน

    แล้วถ้าถามว่า อย่างนั้นวัตถุมงคลจะช่วยเราได้ไหม ช่วยนั้นก็ช่วยได้ แต่ช่วยได้ในระดับหนึ่งการสร้ากุศลบารมี มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่ตั้งเป็นที่ยึดเหนี่ยว เสริมแรงกายแรงใจ ให้ปฏิบัติตามคันรองครองธรรมก็จะช่วยเราได้

    เพราะอย่างไรก็ตามแต่ เราควรจะตั้งตนให้อยู่ในความไม่ประมาทดีที่สุด มีสติ ใช้ปัญญาและความคิดในการดำเนินชีวิต ดังนี้แล้วชีวิตก็จะปลอดภัย
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 11.jpg
      11.jpg
      ขนาดไฟล์:
      29.4 KB
      เปิดดู:
      1,951
  5. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    การสร้างวัตถุมงคล
    ในเรื่องวัตถุมงคลของพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมานั้น พระอาจารย์ท่านเคยบอกไว้ว่า การที่จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาก็เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับญาติ โยม

    และหากจะว่ากันจริงๆแล้ว วัตถุมงคลที่พระอาจารย์ท่านได้จัดสร้างขึ้นมาทั้งหมด จะเห็นว่า ไม่ได้สวยงาม เหมือนอย่างที่วัตถุมงคลทั่วไปได้จัดสร้างขึ้น บางองค์หน้าไม่ชัดบ้าง บางองค์หลังไม่ชัดบ้าง

    ทั้งนี้ก็เพราะพระอาจารย์ไม่ได้จ้างให้โรงงานปั๊มพระ สร้างขึ้น แต่พระทุกองค์พระอาจารย์จัดทำเองที่วัดทั้งหมด
    บางคนที่เป็นนักดูพระ พอเห็นวัตถุมงคลของพระอาจารย์ ก็จะนำกล้องขึ้นมาส่องเพื่อดูเนื้อพระบ้าง หารอยตำหนิบ้าง ซึ่งหากจะหาที่เรียบๆ สวยๆ นั้น คงได้ไม่ทั้งหมด เพราะอย่างที่ได้กล่าวไว้ว่า ท่านไม่ได้จ้างให้โรงงานผลิตหรือปั้มให้

    แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าความสวยงามนั่นคือ การประสิทธิวิชาการปลุกเสกและเนื้อมวลสารที่จัดนำมาทำองค์พระ ของพระอาจารย์มิได้ผสมผงแป้งหรือผงปูนขาวแต่อย่างใด หากแต่เนื้อมวลสารของพระอาจารย์ จะมีแต่ผงว่าน หรือผงพุทธคุณล้วนๆ (มิใช่แค่ใช้เนื้อมวลสาร 1 ถ้วย ต่อผงปูนหรือแป้ง 1 ถัง เพื่อจัดสร้างเป็นพระร้อยองค์ พันองค์ เป็นต้น)

    ในการจัดสร้างแต่ะละครั้ง พระอาจารย์จะเดินทางเข้าไปในป่าลึก เพื่อเสาะหามวลสารหรือว่านต่างๆ ที่มี ความศักดิ์สิทธิ์ ให้ผลทางด้านต่างๆ มาผสมในองค์พระ ทั้งนี้วัตถุประสงค์ก็เพื่ออยากให้ญาติโยมที่มาบูชาเช่าไป ได้สิ่งที่ดีที่สุดจริงๆ ก่อนจะออกไปเก็บว่านในแต่ละครั้งท่านยังต้องคำนวณฤกษ์ยาม ที่เหมาะสมเพื่อเก็บว่าน (ในการเก็บว่านแต่ละครั้ง จะต้องเพื่อเวลาไว้เก็บหลังฤกษ์ที่กำหนด 10 นาที และต้องเก็บให้เสร็จก่อนฤกษ์หมด 10 นาที ทั้งนี้เพื่อกันความคลาดเคลื่อน) เมื่อพระอาจารย์ได้ว่านมาจากป่าแล้ว ท่านก็จะนำมาตากแดดจนแห้ง หลังจากนั้นนำมาตำ และกรอง แล้วก็นำมาตำอีกครั้ง เพื่อให้ได้เป็นผงพุทธคุณที่ดีที่สุด

    ในการปลุกเสกวัตถุมงคลก็เช่นกัน ท่านก็นำความรู้ที่ครูบาจารย์ของท่านได้ประสิทธิประศาสตร์มา นำมาปลุกเสก ทั้งวันทั้งคืน บางครั้งลูกศิษย์ลูกหา เห็นพระอาจารย์ท่านปลุกเสกแบบข้ามวันข้ามคืนเลยทีเดียว ฤกษ์ยามในการปลุกเสกก็เป็นส่วนที่สำคัญยิ่ง จะละเลยไม่ได้ หากวันที่ปลุกเสกนั้นเป็นวันดี ท่านก็นำมาตรวจอีกทีว่า ณ วันนั้น ช่วงใด หรือ ยามใดที่ดีที่สุด หรือยามใดที่เป็นกาลกิณี พอถึงช่วงนั้นท่านก็จะหยุดเสก จนถึงเวลาที่ได้ฤกษ์ดี ท่านก็จะมาปลุกเสกต่อท่านจะเริ่มตั้งแต่การบริกรรมตั้งแต่พลีว่านมา นำมาตำเป็นผง ก็ต้องนำผงมาเสกก่อน เมือกดเป็นรูปขึ้นก็จะตั้งนำมาเสกอีก

    พูดถึงตัวมวลสารขององค์พระที่ท่านได้จัดสร้างในรุ่นต่างๆ ก็เช่นกัน จะสังเกตได้ว่า ถึงแม้องค์พระจะเป็นบล๊อค รุ่น หรือแบบเดียวกัน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเนื้อเดียวกันเสมอไป บ้างครั้งเวลาบรรดาลูกศิษย์กำลังตำมวลสาร ท่านก็เดินเข้ามาส่งว่านที่ท่านพึ่งทำเสร็จ หรือที่พึ่งได้มาจากการรับนิมนต์ไปที่ต่างๆและท่านได้เก็บมา ส่งให้ และบอกว่า ครกนี้ ใส่ว่านนี้เพิ่มลงไปด้วยนะ ครกนั้นใส่สิ่งนี้เข้าไปอีกนะ จะเป็นอย่างนี้อยู่เสมอ จนบางครั้งลูกศิษย์ก็สงสัยถามอาจารย์ว่า ว่านนี้หรือสิ่งที่ใส่เพิ่มเติมลงไปนี้ คือว่านอะไร มีพุทธคุณอะไร พระอาจารย์ท่านก็ไม่ยอมบอก บอกแค่ว่า สิ่งที่ใส่เพิ่มเติมนี้ดีสำหรับญาติโยมที่ได้เช่าบูชาไป

    ดังนี้แล้วมวลสารของพระที่พระอาจารย์ยกพลจัดสร้าง จึงไม่เหมือนกัน และไม่ได้สวยงามเหมือนดังกับวัดทั่วๆไปที่จ้างโรงงานปั๊มหรือทำขึ้นมา แต่ทั้งนี้มั่นใจได้ร้อยเปอร์เซนต์ว่า วัตถุมงคลที่ท่านได้จัดสร้างดีและขลังที่สุดอย่างแน่นอน
     
  6. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    [​IMG]

    งานไหว้ครู 16/12/50
    ในปกติประจำวันแล้วภารกิจที่ท่านได้ทำในแต่ละวันนอกจากปฎิบัติกิจวัตร ตามอย่างพระพุทธองค์แล้ว สิ่งที่ท่านได้ทำอยู่ตลอด และไม่ขาดคือ การต้อนรับญาติโยมที่ได้เข้ามาหา ซึ่งในแต่ละวัน มีจำนวนไม่น้อยเลย

    ขอยกตัวอย่างช่วงในวันไหว้ครูที่ผ่านมา (16 ธันวาคม 2550) ก่อนจะถึงวันไหว้ครู ทางวัดได้จัดเตรียมการงานต่างๆ ไว้ต้อนรับบรรดาเหล่าศิษย์ยานุศิษย์ทั้งหลายที่จะเข้ามากราบ มาอวยพรพระอาจารย์ยกพล ตัวท่านเองก็ต้องทำพิธีปลุกเสกของหลายอย่าง ทั้งบายศรี ทั้งวัตถุมงคล และต้องดูแลญาติโยมที่บางส่วนได้เข้ามาช่วยเหลือจัดงานที่วัดอยู่เนืองๆ ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเวลา ตี 2 ของอีกวัน จนท่านเองมีเวลาจำวัดไม่ถึง ชั่วโมง แต่ท่านก็ไม่เคยบ่นหรือมีสีหน้าแสดงว่าไม่ไหวแต่อย่างใด ยังคงทั้งต้อนรับ ทั้งดูแลงาน และปลุกเสกของ ผลัดกันอยู่อย่างแทบทั้งวันทั้งคืน พอถึงวันงาน วันที่ 16 ธันวาคม 2550 รุ่งสางของวัน มีเสียงดังขึ้นมาว่า อาจารย์ครับผมมาแล้ว เสียงของลูกศิษย์ที่มากันตั่งแต่ตี 5 พอท่านได้ยินเสียง ท่านอาจารย์เองก็รีบออกมาต้อนรับ ทั้งนี้เพราะรู้ดีว่า ตัวญาติโยมที่มาหาท่านเอง ก็เดินทางมาไกลเช่นกัน ตลอดงานทั้งวันมีการครอบเศียรครู ไหว้ครู และรดน้ำอวยพรให้แก่พระอาจารย์ ไม่มีการแบ่งว่าคนนั้นเป็นศิษย์รัก ต้องครอบก่อน หรือคนนี้ต้องครอบที่หลังแต่อย่างใด พระอาจารย์ไม่ได้แบ่งแยก ท่านจัดการครอบเศียรให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งลูกศิษย์ลูกหาที่มางานในวันนั้นมากเสียจน พิธีครอบครูมาเสร็จเอาตอนประมาณสักตี 2 เห็นจะได้ หลังจากเสร็จพิธี พระอาจารย์ก็มิได้เข้าไปพักผ่อนทันที ท่านยังได้ช่วยลูกศิษย์เก็บของ แล้วก็ยังนั่งคุยกับผู้ที่มาช่วยงาน จนเวลาได้ประมาณสัก ตี 4 พระอาจารย์ก็ไปตีฆ้องเพื่อเรียกพระลูกวัดทำวัตรเช้า นั่นแสดงว่าพระอาจารย์ท่านไม่ได้พักผ่อนเลย พอตอนเช้าของอีกวัน ก็ยังมีบรรดาญาติโยมที่พลาดโอกาสไม่ได้มาร่วมงานในวันไหว้ครูมาหา ท่านก็ออกมาต้อนรับเช่นเดิม จนลูกศิษย์ทนไม่ไหว เพราะเห็นพระอาจารย์ไม่ได้ยังพักผ่อนเลย จึงต้องแอบไปบอกกับญาติโยมว่า วันนี้พระอาจารย์ไม่รับแขกนะ ไม่ใช่ว่าจะเป็นการกันไม่ให้เข้าพบหรืออะไรแต่อย่างใด แต่ตามปกติแล้วขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ พื้นฐานก็ย่อมต้องการการพักผ่อนบ้าง เราเองยังต้องการพักผ่อน พระอาจารย์เองก็เป็นนมนุษย์เช่นกัน หากไม่ได้พักผ่อน คงจะต้องล้มป่วยเป็นแน่ ด้วยความเป็นห่วงอย่างนี้แล้ว ลูกศิษย์ก็ต้องจำใจบอกกับแขกไปอย่างนั้น แต่แน่นอน หากพระอาจารย์ท่านรู้คงต้องโดนดุเป็นแน่ เพราะอาจารย์ท่านเคยสั่งไว้แล้วว่า ห้ามกันมิให้ญาติโยมเข้าพบ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 12e.jpg
      12e.jpg
      ขนาดไฟล์:
      37.8 KB
      เปิดดู:
      1,915
  7. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    วัตถุมงคลในตู้ กับนอกตู้

    วัตถุมงคลของทางวัด ในเรื่องของราคานั้น พระอาจารย์ท่านไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วยเลย ทั้งนี้เนื่องจากก่อนหน้านี้ท่านได้จัดทำวัดถุมงคลออกมาและตั้งราคาไว้ที่ 50 บาทบ้าง 99บาท บ้าง ไม่เกินจากนี้ ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมากๆ และท่านก็แจ้งว่าเป็นราคานี้เป็นราคาที่ญาติโยมน่าจะพอเช่าหากันได้ ซึ่งบรรดาลูกศิษย์ก็เห็นว่าดี

    แต่เนื่องจากวัดเองเริ่มมีการพัฒนา ปลูกสร้างสิ่งต่างๆ จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อปลูกสร้างสิ่งเหล่านี้และราคาของค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง ค่าน้ำมันก็ขึ้นสูงอยู่ตลอด ลูกศิษย์ก็เลยแจ้งกับพระอาจารย์ท่านว่า หากพระอาจารย์ตั้งราคาเก่าแล้ว วัดเราคงจะสร้างไม่เสร็จ และสิ่งที่มีอยู่ต้องจำเป็นที่จะต้องได้รับการบำรุงรักษา ท่านเองก็มิใช่นักการตลาด หรือจบปริญญาทางด้านบริหารธุรกิจ และไม่ได้คิดว่าจะทำพระเพื่อนำมาขาย แต่การที่ลูกศิษย์มากล่าวนั้นท่านก็เห็นเป็นจริงอย่างที่ว่า วัดต้องมีการก่อสร้าง ต้องใช้เงิน ดังนี้แล้วจึงได้มอบหน้าที่ในการตั้งราคาให้กับลูกศิษย์ลูกหาที่มีความรู้ ตรงนี้ไป แต่ก็ยังกำชับว่าอย่าให้สูงมากนัก และอาจารย์จะกำหนดวัตถุมงคลทุกรุ่นว่า ต้องทำจำนวนเท่าไหร่ ทั้งนี้เพื่อมิให้มีของเสริมเกินมาจากที่พระอาจารย์ท่านได้ปลุกเสกไว้ เพราะท่านเกรงว่าญาติโยมที่นำไปบูชาแล้วจะไม่เกินประโยชน์

    แต่ถึงกระนั้นคงด้วยเพราะพระอาจารย์เป็นพระที่มีเมตตาสูงและการกดพิมพ์แต่ละ ครั้งยังมีบางส่วนที่เสียหายและ หลายๆครั้งท่านเองก็แจกวัตถุมงคลให้กับญาติโยมไปฟรีๆ แจกทีเป็นกำมือ บางท่านเอาถุงพลาสติกมาใส่เต็มถุงกะดูน่าเกือบ ร้อยองค์ เพราะเขามาขอให้กับลูกน้องในโรงงานด้วย ซึ่งท่านก็แจก

    ซึ่งลูกศิษย์ก็ต้องมาแจ้งพระอาจารย์ว่าให้ญาติโยมเช่าจากทางตู้บ้าง

    มิอย่างนั้นแล้วเงินจะไม่เข้าวัด

    พระอาจารย์ก็จะแย้งติดตลกกลับไปว่า ก็ของที่อยู่ในตู้วัดนั้น อาจารย์ไม่ยุ่งอยู่แล้ว แต่ที่หยิบแจกให้กับญาติโยมนั้น อาจารย์หยิบจากบนหิ้ง ไม่ได้ยุ่งกับตู้เลย


    ดังนี้แล้วเมื่อใดที่พระอาจารย์ปลุกเสกเสร็จ ลูกศิษย์ก็ต้องรีบไปนำวัตถุมงคลเข้าตู้ไว้ มิอย่างนั้นแล้ว วัดคงจะไม่เสร็จเป็นแน่


    มีครั้งหนึ่งเป็นงานกฐินทางญาติโยมมีมาช่วยวัดก็รับซองกฐินไป หนึ่งซองแล้วเวียนไปแผนกต่างต่างเพื่อจะได้ร่วมกันทำบุญทั้งบริษัท คนละ 20 บ้าง คนละ 40 บ้าง รวมกันแล้วได้ประมาณ 2 พันกว่าบาท ทางคนรวบรวมเงิน อยากจะได้สายสินธุ์ในงานวันพิธี ไปตัดแจกเพื่อนที่ร่วมทำบุญในครั้งเพื่อจะได้ทั่วถึง แต่พระอาจารย์ท่านมีเมตตาสูงมาก ท่านบอกว่า จะเอาสายสินธุ์ไปแจกทำไม เอาพระไปแจกเขาดีกว่า เขาจะได้นำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่จากนั้นท่านก็หยิบพระ 1 ถุงใหญ่ประมาณร้อยองค์ ให้มาแจกกัน และอาจารย์ยังบอกต่ออีกว่า สายสินธิ์ถ้าอยากได้ ให้มาที่วัดเดี๋ยวอาจารย์จะผูกให้ พระหรือวัตถุมงคล ถ้าอยู่ในตู้หรืออยู่ในกล่องก็ไม่มีประโยชน์เท่าอยู่บนคอของญาติโยม ซึ่งพอนำไปแจกทุกคนที่ได้รับต่างดีใจกันถ้วนหน้า เพราะเขาไม่คิดว่าทำบุญแค่ 20 บาทจะได้พระมาบูชา เพราะปกติ ต้องเป็นกรรมการขึ้นไป ถึงจะได้วัตถุมงคล ทุกๆคนล้วนต่างปลื้มปิติในความเมตตาของพระอาจารย์
     
  8. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    [​IMG]

    ช่วยเหลือญาติโยม
    ในเรื่องของการช่วยญาติโยมที่เดือดร้อน อาจารย์ไม่เคยนิ่งเฉย หรือดูดายเลย มีครั้งหนึ่งอาจารย์รับกิจนิมนต์ที่ต่างจังหวัดและเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก ระหว่างติดนิมนต์อยู่นั้น มีโยมคนหนึ่งโทรมาหาอาจารย์ โทรมาจากจังหวัดชัยภูมิ บอกกับอาจารย์ว่า ลูกของเขาหายไป หายไป 2 คน ไม่รู้ว่าหายไปไหน และหายไปได้อย่างไร เขาเล่าว่า ล่าสุดมีคนพบลูกของเขาปั่นจักรยานอยู่ และได้ปั่นแซงหน้ารถอีแต๋นไป หลังจากนั้นก็หายไปไหนไม่ทราบได้ ซึ่งทางบ้านก็ได้ลองสืบหาเด็กทั้ง 2 คนนี้แล้ว แต่ก็ไม่เจอ ตอนแรกก็คิดว่า อาจจะมีคนลักพาตัวไปหรือเปล่า แต่ที่บ้านพ่อแม่ของเด็กทั้ง 2 ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร สุดท้ายจึงต้องโทรหาพระอาจารย์

    พอพระอาจารย์ทราบเรื่อง อาจารย์ก็รีบกลับทันที ทั้งที่เจ้าภาพยังอยากให้อยู่ต่อ แต่ด้วยความเป็นห่วงโยมที่เขากำลังเดือดร้อน เสร็จธุระพระอาจารย์ก็รีบกลับในวันนั้นทันที

    เมื่อไปถึงที่วัด (จ.ชัยภูมิ) พ่อแม่ของเด็กทั้ง 2 คนก็ได้เข้ามาหาอาจารย์ทันที พระอาจารย์จึงให้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อเล่าเสร็จ พ่อแม่ของเด็กทั้ง 2 คนก็ได้ถามพระอาจารย์ว่า พอจะมีทางช่วยเหลือไหม อาจารย์ท่านก็บอกว่า ช่วยเหลือได้ และได้บอกกับพ่อแม่ของเด็กทั้ง 2 คนว่า คน(วิญญาณ) ที่เอาตัวเด็กทั้งสองไปเขาต้องการปลา 2 ตัว และเหล้าอีก 1 ขวด แล้วพรุ่งนี้จะนำเด็กกลับมาคืนให้ในเวลา 5 โมงเย็น พ่อแม่เด็กก็รีบจัดการหาสิ่งที่วิญญาณต้องการตั้งไว้ พอถึงเวลา 5 โมงเย็นก็เห็นเด็กทั้ง 2 คน ปั่นจักรยานกลับบ้านมาโผล่ที่หน้าประตูบ้านจริงๆ


    การรับกิจนิมนต์ไปในที่ต่างๆ หรือตามต่างจังหวัด พระอาจารย์จะบอกลูกศิษย์อยู่เสมอว่า หากใครต้องการจะมาพบหรือมาที่วัด ให้เขานั้นโทรถามกับทางวัดก่อนว่าพระอาจารย์อยู่หรือไม่ เพราะมีหลายๆคน ไม่ได้โทรถามทางวัดว่าอาจารย์อยู่วัดหรือไม่ ก็มาหา ปรากฏว่าไม่เจอ ซึ่งจะเสียทั้งกำลังใจ และเสียเงินทองและเวลา ซึ่งพระอาจารย์ก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น

    และในการไปกิจนิมนต์ที่จังหวัดต่างๆ ก็มักจะมีลูกศิษย์มาขอของที่อาจารย์ใช้หรือติดตัวอยู่ เพื่อที่จะไว้เป็นศิริมงคล และถือว่าเป็นของดีและหายาก ถ้าเป็นสมัยโบราณก็คงจะขอชานหมากจากพระเกจิ แต่พระอาจารย์ไม่ได้ฉันหมากประกอบกับปัจจุบันน้อยนักที่จะหาพระที่ฉันหมาก ดังสมัยโบราณ ดังนั้นสิ่งที่จะพอขอได้ก็น่าจะเป็นสิ่งต่างๆที่พระอาจารย์ใช้หรือติดตัว อยู่ แต่ในการให้แต่ละครั้งก็ต้องอยู่ในวิสัยที่ควรจะให้ได้ด้วย ลูกศิษย์บางคนของจีวรพระอาจารย์ บางคนขอรัดประคต ซึ่งตอนนั้นหากพระอาจารย์ถอดให้ไปก็คงจะไม่งามแน่ๆ แต่ก็มีลูกศิษย์บางคนอีกนั่นแหละ ที่ตั้งใจมากเตรียมพร้อมมาแล้ว ขอจีวรจากพระอาจารย์ และบอกกับพระอาจารย์ว่าได้เตรียมจีวรใหม่ให้พระอาจารย์เรียบร้อย (พร้อมเปลี่ยน)
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    [​IMG]

    แจก แจก แจก
    ด้วยการที่พระอาจารย์ท่านมีนิสัยชอบให้ ชอบแจก มีครั้งหนึ่งท่านไปพิธีพุทธาภิเสกวัตถุมงคลที่จังหวัดระยอง ณ วัดเขาโพธิ์ พอเสร็จพิธีท่านก็ลงมาจากข้างบนอาราม มีโยมมาทักอาจารย์ว่าจำท่านได้ พูดคุยกันได้สักพักหนึ่ง โยมก็ขอวัตถุมงคล ท่านก็เลยให้วัตถุมงคลติดตัวไป พอให้คนหนึ่ง ก็มีอีกคนขอตามมาจนกระทั่งมีคนมารุมล้อมขอวัตถุมงคลจากพระอาจารย์เต็มไปหมด ไม่ว่าชายและหญิง จนอาจารย์ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้

    ลูกศิษย์เห็นท่าไม่ดีต้องตะโกนบอกว่า วัตถุมงคลอยู่ทางนี้ ใครยังไม่ได้ให้มาเอาทางนี้ อย่างนี้แล้วพระอาจารย์จึงสามารถขึ้นรถเพื่อจะกลับวัดได้

    แต่ทางลูกศิษย์ เหนื่อยหน่อยเพราะต้องฝ่าฝูงผู้คนแล้วเดินไปขึ้นรถที่จอดเลยวัดไป เพราะถ้าจอดรถใกล้ๆ รถก็คงไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหนแน่

    ******************************
    อีกครั้งหนึ่งมีงานผ้าป่าที่วัดคนที่เข้ามาร่วมงานมากันเยอะมากทั้งจากต่าง จังหวัดและจากหมู่บ้านเอง ในวันนั้น มีโยมกลุ่มหนึ่งมาถึงหลังจากที่งานทั้งหลายได้เสร็จหมดแล้ว เขาเหล่านั้นก็เลยไปนั่งทำวัตรเย็นกับพระ พอพระอาจารย์ท่านเดินผ่านมาเห็น ท่านก็ทักคุยกันได้สักพักหนึ่งพระอาจารย์ท่านก็ได้ให้วัตถุมงคลไป แต่ไม่ใช่แค่พระองค์เล็กๆที่ไว้ห้อยคอ พระอาจารย์ท่านได้ให้เป็นพระบูชา เนื้อโลหะบ้าง เนื้อผงบ้าง ให้แก่โยมคณะนั้น

    ******************************
    นอกจากเรื่องการแจกพระแล้ว ท่านก็ยังมีความห่วงใยกับลูกศิษย์อย่างมาก อย่างเช่นเวลามีลูกศิษย์มาช่วยงานที่วัด ท่านจะคอยถามว่า ทานข้าว ทานอะไรแล้วหรือยัง มีอาหารอยู่ตรงนี้นะ มีผลไม้อยู่ตรงนี้นะ ไปจัดการหาทานกันได้เลย หรือจะพักก่อนก็ได้ เดี๋ยวจะเป็นโรคกระเพาะไป บางครั้งท่านเห็นลูกศิษย์ยังไม่ทานอะไรซักที ด้วยความที่เป็นห่วงศิษย์ท่านก็ไปหยิบถาดผลไม้ที่ญาติโยมนำมาถวาย นำมาให้ลูกศิษย์ทาน

    ******************************
    ญาติโยมบางคนที่ไปหาอาจารย์ที่วัดแล้วไม่เจอ ก็เนื่องจากท่านเข้าป่าเพื่อไปปฏิบัติสมาธิ และหาว่านต่างๆเพิ่มเติม บางครั้งก็ไปที่ถ้ำวัวแดง และก็เลยต่อไปที่ถ้ำต่างๆ เพราะถ้ำวัดแดงยาว และติดกับถ้ำอื่นๆอีกมาก หลายครั้งอาจารย์ก็พาลูกศิษย์เดินธุดงค์ที่ถ้ำวัวแดงด้วย ซึ่งระหว่างทางต้องผ่านป่าเขาต่างๆ มีครั้งหนึ่งระหว่างทางไป ได้พบเพชรหน้าทั่ง ซึ่งเป็นเพชรที่อยู่ในดิน เมื่อลูกศิษย์ขุดขึ้นมา พบว่าเพชรนั้นมีก้อนใหญ่ประมาณหัวคนได้ แต่เนื่องจากหนักเกรงว่าถ้านำไปเลยจะแบกกันไม่ไว้ ก็เลยวางทิ้งไว้ และตั้งใจว่าขากลับลงมาจะมาเอาไป แต่พอกลับมาเพชรหน้าทั่งก้อนนั้นก็ก็ได้หายไปแล้ว จะว่ามีใครมาขโมยไปก็ไม่น่าเป็นไปได้เพราะนั้นเป็นป่า พระอาจารย์จึงกล่าวว่า นี่เป็นอาถรรพ์ของป่า หาเจอสิ่งใดแล้วต้องเอาไปทันที อาถรรพณ์ของป่านั้นยังมีอีกมาก หากใครที่ไม่เคยเข้าป่า หรือเข้าป่าเป็นครั้งแรก ก็ถือว่าน่าอันตรายทีเดียว

    *******************************
    ในเรื่องของการจัดสร้างวัตถุมงคล มีลูกศิษย์ขอร้องให้ท่านทำตะกรุดทองคำให้ โดยได้เตรียมแผ่นทองคำให้ท่านเรียบร้อย ท่านก็ได้รับปากบอกว่า เดี๋ยวท่านจะทำให้ เมื่อทำเสร็จ วันนั้นมีโยมคนหนึ่งมาหาท่านด้วยความร้อนใจ มีความทุกข์อยากจะได้เครื่องรางของขลังจากพระอาจารย์เป็นที่ยึดเหนี่ยวและ เป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อ พระอาจารย์ท่านเห็นว่า โยมคนนั้นมีเรื่องเดือดร้อนจริงๆ จึงได้มอบตะกรุดทองคำให้กับโยมผู้นั้นไป พร้อมกันนั้นจึงได้โทรไปบอกกับลูกศิษย์ผู้เป็นเจ้าของตะกรุดทองคำว่า ได้มอบตะกรุดให้กับโยมผู้อื่นไปแล้ว และพระอาจารย์ได้อธิบายให้แก่ลูกศิษย์ผู้นั้นได้ทราบว่า การที่ท่านได้มอบตะกรุดให้โยมที่เดือดร้อนนั้น ตัวของลูกศิษย์เองก็จะได้บุญไปด้วย เพราะเหมือนกับเราได้ช่วยเหลือคน เมื่อได้ฟังอย่างนี้แล้ว ลูกศิษย์คนนั้นก็ได้อนุโมทนาด้วย


    *******************************
    พระอาจารย์ท่านเคยบอกไว้ว่า การที่เราให้พระกับญาติโยม ท่านรู้ดีว่า ปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และเงินที่อยู่ในกระเป๋าของแต่ละคนก็มีไม่เท่ากัน ท่านกล่าวว่า บางคนมีความเดือดร้อนเรื่องการงาน แต่เงินในกระเป๋ามีแค่พอบูชาด้านคงกระพัน บางคนมีเรื่องเดือดร้อนด้านการเงินแต่มีเงินบูชาแค่ด้านการงาน เมื่อคำนึงถึงจุดนี้จึงทำให้พระอาจารย์ท่านมักจะแจกพระให้กับทางญาติ โยมมากกว่าที่จะให้ไปเช่าที่ตู้บูชาวัตถุมงคลของวัด ทั้งนี้เพราะท่านคำนึงถึงความเดือดร้อนของญาติโยมเหล่านั้นเป็นหลัก ท่านกล่าวว่าญาติโยมที่ได้รับวัตถุมงคลจากท่านเดี๋ยวเขาก็จะนำเงินไปหยอดที่ ตู้บริจาคของวัดเอง ท่านยังกล่าวอีกว่า “ของที่อยู่ในตู้นั้น ญาติโยมจะรู้ได้อย่างไรว่าดี ของดีถ้าเขาไม่ใช้ อันนี้ต้องให้เขาลอง” (โปรโมชั่นไงอาจารย์พูดติดตลกเหมือนทำนองว่าของทดลอง บูชาไง พูดดักทาง ลูกศิษย์ ดีกรีปริญญาโทMBA แบบไปไม่ถูกทางเลย)


    ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดบางครั้งก็นำนโยบายท่านมาใช้คือ แจกวัตถุมงคลตามท่านบ้าง ได้พระมาจากวัด 20 องค์บ้าง 30 องค์บ้าง ก็จะนำไปแจกกับคนอื่นต่อ บางครั้งพระอาจารย์ท่านก็ได้ให้มวลสารต่างๆที่ท่านได้ทำมา และท่านก็บอกว่า ถ้าใครมาขอมวลสร้างก็ให้เขาไปเถิด หมดแล้วก็มาเอาไปใหม่ และไม่ต้องกลัวหมด ไม่ต้องเสียดาย ของพวกนี้ก็ถือว่าเป็นของภายนอก ถ้าเรามีความรู้ มีความตั้งใจที่จะทำ ของพวกนี้จะทำขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ เท่าไร ก็ได้ อีกอย่างมวลสารที่เขานำจากเราไป หากเขาเอาไปสร้างพระ 100 องค์ 1000 องค์ ตัวเราก็จะได้กุศลไปด้วย



     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • image_00071.jpg
      image_00071.jpg
      ขนาดไฟล์:
      27.2 KB
      เปิดดู:
      1,906
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 ธันวาคม 2010
  10. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    [​IMG]

    จากพระป่า มาเป็นพระในเมือง


    การที่พระอาจารย์ยกพล เป็นที่รู้จักของญาติโยมทั้งประเทศนั้น

    หากเริ่มกันจริงๆแล้ว ก็คงเริ่มต้นจากที่ท่านอยู่ป่า เป็นพระป่ามาก่อนที่จะมาอยู่ในเมือง แต่ด้วยความเป็นห่วงของโยมพ่อ และโยมแม่ ที่ขอร้องให้ท่านมาจำวัดในเมือง ท่านก็เลยย้ายมา ประกอบกับท่านเองก็คิดว่า การที่ทำให้พ่อแม่เป็นห่วงหรือเป็นทุกข์นั้น จะเป็นการบาป และไม่สมควรอย่างยิ่ง และตอนนั้นที่วัดหนองบัวโคก ไม่มีพระจำพรรษา และไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆในวัดเลย เห็นอย่างนี้แล้วท่านจึงตัดสินใจมาจำวัดที่ในเมือง โดยจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองบัวโคกนี้เอง จริงๆแล้วที่บ้านของพระอาจารย์เองจัดว่าเป็นครอบครัวที่มีฐานะในระดับหนึ่ง เพราะโยมบิดาของพระอาจารย์ท่านเป็นข้าราชการ ดังนั้นแล้วเรื่องที่ท่านจะบวชเพราะมีปัญหาเรื่องเงินทองนั้น คงไม่ใช่ แต่ที่พระอาจารย์ออกบวชนั้นเพราะเป็นความต้องการของพระอาจารย์เอง พระอาจารย์ท่านกล่าวว่า ท่านมีความรู้สึกว่าเบื่อชีวิตทางโลก จึงตัดสินใจออกบวช แล้วสาเหตุที่ท่านออกธุดงค์ไปในป่า เพราะว่าท่านได้เจอสิ่งต่างๆ แปลกๆ ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนมากมาย ประกอบกับได้พบปะ แลกเปลี่ยนวิชาต่างๆ กับพระที่ท่านได้เจอในป่า ท่านจึงบอกตัวเองได้ว่า นี่แหละคือสิ่งท่านต้องการอย่างแท้จริง


    หลังจากที่ท่านได้มาจำพรรษาที่วัดหนองบัวโคก ก็เริ่มมีพระเกจิจากที่ต่างๆ มาขอร้องให้ท่านช่วยปลุกเสก ช่วยสร้างวัตถุมงคลให้ บ้างรูปก็ให้ท่านช่วยสอนวิชาให้ทั้งที่พรรษา หรืออายุ มากกว่าท่าน ซึ่งท่านเหล่านั้นก็เปิดรับและเลื่อมใสในวิชาของพระอาจารย์ แต่ท่านก็มักจะบอกว่าไม่ได้เรียกว่าสอนแต่แลกเปลี่ยนความรู้กัน

    จนเรื่องก็ได้มารู้ถึงพวกที่ทำหนังสือพระ ประกอบกับพระเกจิที่เคยขอให้พระอาจารย์ช่วยสร้าง ช่วยปลุกเสก ก็ได้บอกกับบรรดาหนังสือพระว่า ลองไปหาพระอาจารย์ยกพลดูซิ เมื่อหนังสือพระทราบอย่างนี้แล้วจึงได้มาขอร้องกับอาจารย์ว่าขอลงประวัติของ พระอาจารย์ในหนังสือ และขอให้ท่านช่วยสร้างและปลุกเสกวัตถุมงคลให้ โดยจะแบ่งรายได้มาช่วยสร้างวัด ดังนี้แล้ว วัดหนองบัวโคก จึงเริ่มมีสิ่งปลูกสร้างต่างๆขึ้นมา แต่บางครั้งก็มีลูกศิษย์บางคน นำประวัติท่านตลอดจนวัตถุมงคลของท่าน รุ่นต่างๆ ไปตีพิมพ์ ถูกบ้างผิดบ้าง จนบางครั้งท่านเองก็บอกว่า ไม่รู้ว่าเขาเอาไปตีพิมพ์ตอนไหน อย่างไร หลายครั้งหลายเรื่องที่นำไปตีพิมพ์ในหนังสือนั้น ถ้าใครได้อ่านอาจจะนึกว่า เรากำลังอ่านนิยายเรื่องหนึ่งอยู่ และก็มีหลายเรื่องยิ่งกว่านิยาย

    พระอาจารย์เองหลายครั้งก็ชวนลูกศิษย์ออกธุดงค์ไปตามป่าตามเขา เข้าถ้ำด้วยกัน แต่ท่านก็จะเลือกเฉพาะลูกศิษย์ที่ท่านเห็นว่า ไม่มีความละโมบ โลภมาก เพราะถ้ำบางถ้ำมีสมบัติล้ำค่าอยู่ ลูกศิษย์บางคน นำกล้องถ่ายรูปไปด้วย โดยหวังว่าจะได้ถ่ายมาเป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่ง ตัวเองได้เคยไปที่นั่นที่นี่มาก่อน แต่พระอาจารย์ท่านห้ามไว้ หากต้องการถ่ายให้ถ่ายแต่เพียงนอกถ้ำ ในตัวถ้ำนั้น ห้ามถ่ายเด็ดขาด

    บางครั้งเมื่อไปถึงถ้ำท่านก็จะให้ลูกศิษย์แยกย้ายกันนั่งสมาธิ ใครเกิดนิมิตอย่างไร ก็ให้ไปตามนิมิตนั้น พอลูกศิษย์หลังจากกลับมา บางคนก็ถือสิ่งหนึ่งลักษณะคล้ายๆพระธาตุมา บางคนได้สิ่งที่มีลักษณะเหมือนเขี้ยวงูมา ซึ่งทุกคนจะได้ของติดมือมาแต่ไม่เหมือนกันทุกคน หากจะถามว่า ของเหล่านี้พระอาจารย์ท่านแอบเอาไปวางไว้หรือเปล่า ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะอาจารย์ท่านไม่รู้หรอกว่า ใครจะเดินไปทางไหนอย่างไร ถ้ำนั้นก็ไม่ได้สว่าง จึงเป็นไปไม่ได้ที่พระอาจารย์จะแอบนำไปวางไว้ก่อนเพราะขณะทำกรรมฐานนั้นท่าน จะบอกขั้นตอนในการทำยู่ตลอด

    ดังนั้นแสดงให้เห็นว่า ของต่างๆนั้นมีอยู่ทั่วไป แต่เทวดาที่รักษาของอยู่นั้นท่านจะให้หรือพอใจในสิ่งที่ลูกศิษย์แต่ละคน ปฏิบัติหรือไม่ บางคนไม่ต้องไปไกล เดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็เจอ บางคนก็ต้องไปลึกกว่าจะได้เจอ บางคนเจอขวานที่โดนฟ้าผ่าเป็นจำนวนมาก ก็ขนมาเป็นกระสอบแต่ขากลับ ยิ่งเดินมันยิ่งหนัก ก็ได้ทิ้งไป จนเหลือแค่ไม่กี่อัน พระอาจารย์ก็เลยบอกว่า นี่แหละคือผลของความโลภ ตัวเองมีกำลังเพียงแค่นี้ แต่ขนเกินกำลังของตนเอง ก็จะเป็นแบบนี้นี่แหละ ซึ่งก็คงมีพระไม่กี่รูปที่จะพาลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาส ออกธุดงค์ไปด้วย แต่การไปแต่ละครั้งใช่ว่าจะไปได้ทันที ต้องมีการถือศีลชำระจิตใจเสียก่อน และพระอาจารย์ก็จะบอกเพิ่มเติมว่า ควรจะนำสิ่งใดไปบ้าง และเมื่อไปแล้วก็ต้องควรรู้ว่าสิ่งใดควรพูดหรือไม่ควรพูด คือต้องมีสติยับยั้งชั่งใจอยู่ตลอดเวลา


    จากเรื่องราวที่หนังสือนำไปลง ประกอบกับการบอกแบบปากต่อปากในเรื่องความขลังของวัตถุมงคลของอาจารย์ ทำให้พระอาจารย์เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น และช่วงนั้นเองลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งได้นำประวัติของพระอาจารย์มาลงในอินเตอร์เน็ต ก็ยิ่งทำให้อาจารย์เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ประสบการณ์การใช้วัตถุมงคลของพระอาจารย์นั้น มีมากจนหนังสือต่างๆ นำมาลงไม่ไหว หลายครั้งเราจะเห็นหนังสือบางเล่มลงแต่ประสบการณ์การใช้วัตถุมงคลของพระ อาจารย์แต่ลงประวัติของพระอาจารย์เพียงน้อยนิด แต่ประสบการณ์การใช้วัตถุมงคลนี้เอง ที่เป็นเหมือนคำขอบคุณจากญาติโยม ที่ต้องกการบอกกับพระอาจารย์ว่าที่เขารอดมาจากอุปสรรค์ อันตราย หรือปัญหาครั้งนั้นมาได้ก็เพราะวัตถุมงคลของอาจารย์ได้ช่วยเหลือไว้
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 13.jpg
      13.jpg
      ขนาดไฟล์:
      29.5 KB
      เปิดดู:
      3,571
  11. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    ประวัติ อาจารย์ยกพล (อาจารย์อ๊อด)

    ประวัติ อาจารย์ยกพล (อาจารย์อ๊อด)

    [​IMG]

    พระ อาจารย์ยกพล โรจนธัมโม หรือพระ อาจารย์อ๊อด นามชื่อที่เรียกติดปากจากบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย นามเดิมท่านชื่อยกพล นามสกุล อุทาทิพย์

    เกิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2513 ณ หมู่บ้านคุ้มวัดโพธิ์ศรี อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

    มีบิดาชื่อนายสัมฤทธิ์ อุทาทิพย์ โยมมารดาชื่อนางอมร อุทาทิพย์ ท่านมีพี่น้องด้วยกัน 3 คน ตัวท่านพระอาจารย์เองท่านเป็นคนที่ 2 เนื่องด้วยโยมบิดารับราชการ ท่านจึงมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนท่างโลกอยู่ในระดับหนึ่ง เมื่อได้อายุ 21 ปี ก็เข้าอุปสมบท (หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรมา 3 พรรษา) กล่าวกันว่า เมื่อจะเข้าอุปสมบทบวชเป็นพระ พระอาจารย์ก็ได้นุ่งขาวห่มขาว บวชเป็นพรามณ์ ครั้งเมื่อได้เข้าอุปสมบทท่านก็ได้เข้าอุปสมบทที่วัดโพธิ์ธาตุ อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยมีท่านพระครูปัญญาวิสารคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สุนิตย์ เตชวโร เป็นพระกรรมวาจารย์ พระครูพัฒนาสารคุณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้นามทางพระพุทธศาสนาว่า “โรจนธมโม”


    จากที่ชอบศึกษาด้านกรรมฐาน วิชาอาคมมาแต่เป็นพรามณ์ ครั้นเมื่อบวชเป็นพระแล้ว พระอาจารย์ยกพลได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงปู่มา ณ ถ้ำวัวแดง รวมถึงครั้งได้ออกธุดงค์ในป่าลึกแถบจังหวัดเพชรบูรณ์ , จังหวัดเลย และพ้นไปถึงประเทศลาว ตามลำน้ำงึม – ภูเขาควาย พบและเรียนสรรพวิชาต่างๆ กับพระอาจารย์ที่ท่านพบระหว่างธุดงค์ในที่ต่าง ๆ จนวิชาที่ท่านได้ร่ำเรียนมาแก่กล้า เป็นที่นับถือของชาวบ้านที่ได้มากราบนมัสการท่านมาโดยตลอด และได้รับนิมนต์จากชาวบ้านให้มาจำพรรษา ณ วัดต่าง ๆ ในจังหวัดชัยภูมิ โดยที่ระหว่างที่ท่านจำพรรษานั้นได้ช่วยบูรณะศาสนสถาน ณ วัดที่ท่านจำพรรษาอยู่หลายแห่งอันจะนำมาเพื่อเผยแพร่พระศาสนาและช่วยเหลือ ผู้คน



    [​IMG]
    เรื่องเล่า วัยเด็ก
    ใน วัยเด็กของพระอาจารย์นั้น พระอาจารย์ท่านได้เล่าให้ฟังว่า “เมื่อสมัยที่อาตมายังเป็นเด็ก มีอายุยังไม่ถึงขวบ (ประมาณ 2-3 เดือน) อาตมาก็เริ่มจำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้ เช่นมีคนมาอุ้มเราหรือมาเล่นกับเรา แล้วเอามือจิ้มตรงนั้นบ้าง จิ้มตรงนี้บ้าง อาตมาก็พยายามจะบอกไม่ให้เขาทำกับอาตมาอย่างนั้น แต่เสียงที่พูดออกไป กับไม่เป็นเสียงมีแต่สำเนียงเสียงที่ออกมาอ้อๆแอ้ๆ เท่านั้น และบางครั้งอาตมาก็พยายามจะเอามือน้อยๆของอาตมา ปัดมือเขาผู้นั้นออกไป แต่เหมือนมือที่เราปัดมือของเขานั้นจะขาดเรี่ยวแรง คือไม่มีแรงที่จะทำอย่างที่ใจคิดได้ กลายเป็นแต่เพียงกำมือน้อยๆไว้เท่านั้น
    เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างนั้น ปัจจุบันจึงทราบว่า เป็นสัญญาความจำที่ติดตัวมาแต่อดีตชาตินั่นเอง ที่เราตายเร็วเกิดเร็ว สาเหตุที่ทราบว่าตัวเองมีสัญญาความจำมาตั้งแต่เกิด แม้กระทั้งตอนที่น้องของอาตมาเกิด ที่ห่างกันเพียงปีเศษเท่านั้น คืออาตมาเกิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2513 ส่วนน้องอาตมาเกิดเมื่อปีกุน 2514 จากเหตุนี้เองจึงทำให้อาตมา มีอาการพูดช้ากว่าเด็กๆ ที่เกิดในรุ่นเดียวกันทั่วไป จากสาเหตุที่ไม่อยากให้ใครๆต่างเข้าใจว่า เราเป็นเด็กเล็กมีความรู้สึกเกินตัว ซึ่งในบ้านทางภาคอีสานแล้ว ดีไม่ดีเขาจะว่า ร่างนี้มีผีสิงอยู่ อะไรทำนองนั้น

    ในวัยเด็ก อาตมาเป็นเด็กที่มักมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น อันหมายถึงวิญญาณชั่วดีต่างๆ กระทั่งเวลาหลับ จะมีความรู้สึกตัวว่า ร่างกายมีอาการเบา และบางครั้ง จะลอยขึ้นเหมือนปุยนุ่น ที่ลอยขึ้นเหนือพื้นเพราะแรงลม และร่างกายของอาตมานั้นก็ลอยไปในที่ต่างๆ ในสถานที่ที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ของเรา อาการที่เกิดขึ้นในจิตสำนึกขณะนั้น ทราบดีว่า นี่มันไม่ใช่ความฝัน เพราะเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ แต่พอไปเล่าให้ใครๆฟัง เขาจะไม่เชื่อหรือมองเราเป็นคนเสียสติไป แต่เมื่อเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็อดนำไปเล่าให้ผู้ใหญ่ฟังไม่ได้เสีย เล่าบ่อยเสียจนผู้ใหญ่ท่านเหล่านั้นต้องเชื่อ

    ขณะที่อายุย่างเข้าสู่วัยรุ่น ยังไม่ทันจะบรรพชาเป็นสามเณร วันหนึ่งอาตมาก็ลองนั่งหลับตาทำสมาธิดู โดยใช้คำภาวนาว่า “พุทโธ” ตามที่ผู้ใหญ่สอน เพราะในตอนนั้น เริ่มเข้าวัดไปรักษาศีลกับผู้ใหญ่ที่วัดแล้ว ทันทีเมื่อจิตจมดิ่งสู่สมาธิ อาตมาก็มองเห็นชีปะขาวท่านหนึ่ง ลักษณะใบหน้าอิ่มเอิบ แสดงถึงผู้มีบุญ ชีปะขาวท่านนั้นได้เข้ามารับอาตมาก่อนที่จะพาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งสถานที่ดังกล่าวนั้น เมื่ออาตมาเดินตามชีปะขาวไป สองข้างทางก็กลายเป็นป่าเขา มีป่าละเมาะอยู่แห่งหนึ่งปกคลุมด้วยต้นไทรใหญ่ ที่ใต้ต้นไทรนั้นมีแคร่ ซึ่งใช้เป็นที่พักได้อย่างดี เมื่อชีปะขาวให้อาตมานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ท่านก็เริ่มสอนมนต์และวิชาต่างๆให้ ซึ่งมนต์วิชาต่างๆที่ชีปะขาวสอนให้อาตมานั้น ส่วนมากแล้วก็เป็นวิชาที่เอาไว้ช่วยเหลือคน โดยเฉพาะมนต์ผีรัก อาตมาก็จดจำมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ และชีปะขาวท่านนั้น มาบัดนี้ ท่านก็ยังมาปรากฏร่างให้เห็นบ่อยๆ


    [​IMG]
    พบหลวงปู่มา
    ประวัติ ของหลวงปู่มา พระธุดงค์กรรมฐานที่อาศัยอยู่ในถ้ำวัวแดง จัดว่าเป็นพระที่ลึกลับ สามารถทำตะกรุดอันแปลกและพิสดารให้แก่พระอาจารย์ยกพล ซึ่งหลวงปู่มา บางวันท่านก็ปรากฏกายให้พระอาจารย์ได้เห็นบ้าง บางวันก็หายเข้าป่าไปเฉยๆบ้าง ทำให้พระอาจารย์ยกพลมีความเข้าใจในตัวท่านว่า หลวงปู่มา ท่านเป็นพระที่แก่กล้าวิชา เป็นพระที่สำเร็จแล้ว คือทำสิ่งใดก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเหลือเชื่อไปหมด แม้กระทั้งเกศาของท่านเมื่อโยนเข้ากองไฟที่ร้อนแรงกองไฟยังดับ หลวงปู่มาท่านเป็นพระที่เคร่งมาก ในการสั่งสอนสรรพวิทยาต่างๆ ทั้งการปฏิบัติกิจสงฆ์ต่างๆ ท่านเข้มงวดกับพระอาจารย์ยกพลมาก เพราะท่านหวังให้พระอาจารย์ได้มาช่วยเผยแพร่พระศาสนาและช่วยเหลือคน และมีวิชาติดตัวเพื่อจะได้สามารถออกเดินธุดงค์ในป่าเขาที่มีอาถรรพ์ เพื่อเป็นการฝึกตน หลวงปู่เป็นพระที่มีแววตาใสมาก ใสและเป็นประกาย ต่างจากคนทั่วไป เหมือนท่านมีพลังบารมีสูง

    บางวันท่านทดสอบพระอาจารย์ เมื่อครั้งพระอาจารย์ฝึกจิตนั่งกรรมฐานอยู่อาจารย์ท่านได้ยินเสียงเหมือนมี คนเดินมาใกล้ ท่านก็ค่อยๆคลายจิตเพื่อมองดู แต่ไม่พบสิ่งใด แต่มีรอยเท้าและเสียงซึ่งอาจารย์ท่านก็ตกใจมากว่าเกิดอะไรขึ้น เลยสวดมนต์กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล พอพระอาจารย์ยกพลท่านมากราบหลวงปู่มา ท่านก็เอยปากขึ้นว่า ขอบใจนะที่กรวดน้ำให้ฉัน ทำเอาอาจารย์ตกใจ และยิ่งศรัทธาในตัวหลวงปู่มามากขึ้น

    หลวงปู่มาได้เน้นการนั่งกรรมฐานให้กับพระอาจารย์เพื่อเป็นการปูพื้น แต่เนื่องจากพระอาจารย์ได้ฝึกตนตั้งแต่ยังเล็ก จึงสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว หลวงปูมาบอกว่า การนั้นกรรมฐานจะทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับมิติอื่นๆได้ เช่นเทพเทวา หรือ ภูติพรายต่างๆ ซึ่งถือว่ามีประโยชน์มากเพราะการนั่งกรรมฐานนี้เองทำให้พระอาจารย์ยกพล ได้สรรพวิชาที่เป็นเอกลักษณ์ของตนไม่เหมือนที่ใด หรือถ้าเป็นวิชาเดียวกันคาถาของพระอาจารย์ก็ยังมีข้อแตกต่างในรายละเอียดอีก อย่างใช่วิชาธาตุ ที่ท่านได้สำเร็จมาจากการได้การนิมิตที่พบพระองค์ศิวะเจ้า และท่านได้ให้วิชานี้มาโดยท่านอาจารย์สามารถจดจำทั้งอักขระเลขยันต์คาถา ได้อย่างแม่นยำ ท่านจึงมั่นใจมากในสิ่งที่ท่านได้นิมิตว่าเป็นเรื่องจริง พระอาจารย์ได้ทดสอบสร้างตะกรุดวิชาธาตุมาชุดแรก ๑๒ ดอก โดยแจกให้สิทธิ์แต่ละคนไปลองใช้ดู และอาจารย์ท่านก็สวดยัดให้ โดยผลที่ออกมานั้นเป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งเพราะลูกศิษย์ที่ได้ไปล้วนแต่ พบกับความสำเร็จความเจริญจากที่เคยขาดทุนก็มีกำไร จากที่เคยล้มโดนฟ้อง สามารถกลับมารุ่งเรืองอีรั้ง จากที่เคยมีรายได้ดีอยู่แล้วยิ่งทำให้มียอดเพิ่มสูงขึ้นอีก จนลูกศิษย์นำรถ นำของมาถวายอาจารย์มากมายซึ่งท่านก็ มิได้รับ แต่อย่างไร ท่านเพียงแต่บอกว่า ของที่อาจารย์ทำ แล้วมีประโยชน์และช่วยเหลือลูกศิษย์ได้อาจารย์ก็ดีใจแล้ว ถ้าอยากทำบุญก็มาช่วยกัน ทะนุบำรุงพระศาสนากันนะ จะได้เป็นกุศล ด้วย

    ในการสร้างแต่ละครั้งต้องใช้เวลามากเพราะต้องจารด้วยมือ อีกทั้งเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์มาก จากที่รู้กันเฉพาะในหมู่ศิษย์ เล่าปากต่อปากจนพระอาจารย์สร้างไม่ทันก็มีมานอนเฝ้ารับของสองสามคืนเพื่อที่ จะรับตะกรุด พระอาจารย์ท่านก็ไม่ได้พักผ่อนเพราะ ตอนเช้าต้องทำกิจของสงฆ์ ตอนสายถึงเย็นต้องรับลูกศิษย์ลูกหาที่มาให้ท่านช่วยพอตกค่ำ ท่านก็มาลงมาจารตะกรุด และเสกตามฤกษ์ยาม มีลูกศิษย์ถามว่าท่านไหวไหมเพราะอาจารย์จำวัดเพียงวันละ ๑-๒ ชั่วโมงต่อวัน และไม่ค่อยได้ฉันอาหาร อาจารย์ท่านก็บอกว่า อาจารย์ผ่านการฝึกมาจากหลวงปู่มา ซึ่งท่านได้บอกไว้แล้วว่าถ้าอาจารย์มาอยู่เป็นพระบ้านจะต้องเป็นเช่นนี้ คือต้องเหน็ดเหนื่อย จากการช่วยเหลือคน และไม่มีเวลาเป็นของตนเอง

    เมื่ออาจารย์ได้รับการสอนสรรพวิชาจากหลวงปู่มาแล้ว อาจารย์ ท่านหมั่นทบทวนวิชาท่านนั่งฝึกกรรมฐานเพื่อเป็นการฝึกจิตให้สงบ สะอาด ไร้กังวล ท่านอาจารย์บอกว่าท่านรู้สึกสบาย เบา ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ท่านไม่อยากสนใจ ไม่หิว ไม่อิ่ม รู้สึกอยากจะนั่งอยู่ อย่างนั้น และระหว่างนั้นท่านก็เห็นแสงสว่าง และได้ยินเสียงพูดบอกว่าให้ท่านไปที่ถ้ำวัวแดง


    ***************************
    พบหลวงปู่โสณะและได้สหธรรมพระอาจารย์เสาร์
    พอ วันที่อาจารย์เดินทางไปถ้ำวัวแดง ท่านนั่งทำวัตรอยู่ด้านในของถ้ำพอทำวัดเสร็จจึงได้กลิ่นหอมลอยมาในถ้ำ พอท่านออกไป ท่านเห็นพระรูปหนึ่งมาพร้อมกับแสงสว่าง พอท่านอาจารย์เห็น ท่านทั้งดีใจ ปิติ เป็นพระที่มีผมขาวแซมด้านข้างนิดๆ คือ หลวงปู่ใหญ่ นั่นเอง

    ท่านสั่งให้อาจารย์รีบเดินทางไปถ้ำวัวแดง และเมื่อไปถึงให้สวดปลุกธาตุ และให้ลงไปที่ถ้ำเจ็ดห้อง ให้สวดคาถาเบิกถ้ำและให้ลงไปศึกษาวิชาในนั้น พระอาจารย์จึงรีบเดินทางไปที่ถ้ำวัวแดง ท่านตรงไปที่ถ้ำเจ็ดห้องทันที พอท่านไปนั่งบริกรรมหัวใจพระธรรม เจ็ด คัมภีร์ คือ สังวิธาปุกะยะปะ หลายพันจบ และที่ถ้ำเจ็ดห้องนั่นเองที่ท่านอาจารย์ได้พบกับพระภิกษุชราอีกรูปหนึ่ง พาท่านเข้าชมที่แปลกๆ ในถ้ำเจ็ดห้อง แต่ละห้องจะมีทางไปยาวมาก และท่านอาจารย์ยังบอกอีกว่า ถ้ำเจ็ดห้อง ถ้ำน้ำ ถ้ำวัวแดง ถ้าจะเข้าถ้ำจริง ให้เข้าทางถ้ำน้ำ หรือถ้ำเจ็ดห้อง และที่เขตนี้ยังมีวัวปรอทแดงคอยรักษา หรือเรียกว่า วัวแดงพยนต์ สามารถกลายร่างใหญ่ได้เล็กได้

    พอท่านอยู่ได้แค่ชั่วระยะเวลาไม่กี่วัน พระภิกษุชราให้ท่านรีบออกธุดงค์ต่อไปปฏิบัติต่อที่ภูช้างพานดำ ให้ไปปลดปลอยวิญญาณแถวนั้น และท่านยังบอกอีกว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้ระลึกถึงท่าน และหลวงปู่โสณะ และท่านก็เดินทางหายไปในถ้ำลึก ท่านอาจารย์จึงได้รู้ว่า พระชราผิวคล้ำนั้นคือหลวงปู่ใหญ่นั่นเอง แต่ก่อนเคยพบท่านจะมาในลักษณะผิวค่อนข้างขาว ส่วนพระโสณะซึ่งเป็นพี่น้องของท่านนั้น ชอบปฏิบัติอยู่ที่ธิเบต และลาว พอออกเดินทาง ท่านเดินข้ามมาทางเขาบังเหยและเขาเหลือง ทางหมู่บ้านประสุขเสริฐ และที่เขตเขาลูกนี้ จะมีเป็ดหิน ซึ่งบางทีกลายร่างเป็นเป็ดจริงบินมาลงน้ำแล้วเป็นเป็ดหินลอยน้ำให้ชาวบ้าน ได้พบบ่อยๆ และได้พบกั
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 ธันวาคม 2010
  12. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    โดนอาถรรพ์เพราะปลดปล่อยวิญญาณ
    ใน ช่วงที่ท่านอาจารย์ได้ออกเดินทางจากเขายายหอมนั้น ได้ผ่านหลายหมู่บ้าน ได้มีสามเณรขอร่วมเดินทางกลับอีกรูปคือ สามเณรแขก พอมาถึงหมู่บ้านส้มป่อยในตอนเย็น มีกุฏิหลังหนึ่งเก่าๆ พังๆ โกดังเก็บศพเก่า ๆ และศาลาพักศพหนึ่งหลัง ในสมัยนั้นเมรุเผาศพที่สำนักสงฆ์ ยังไม่มีเพราะตั้งแต่เจ้าอาวาสวัดนั้นตายไปและกำนันมาตายโหง และรถก็ชนกันตายอีกเจ็ดศพทีเดียว เวลามีคนตาย เขาจะเผาตามพื้นดินบริเวณนั้น ถ้ายังไม่เก็บอัฐิเขาจะทำไม้ล้อมไว้ คล้ายแปลงผักต่อกันไป ยาวเลยทีเดียว พอเก็บอัฐิเสร็จก็เริ่มเผาทับที่เดิมอีก และส่วนมากคนในเขตนี้จะบูชาผีฟ้ากันเป็นส่วนมาก ข่วงที่อาจารย์เดินผ่านโกดังที่เก็บศพกับสามเณร ได้ยินเสียงดังที่โลงเก็บศพ ดังโครม โครม เมื่อหันไปดู ปรากฏว่าเห็นฝาโลงกระดอนขึ้นลง จนท่านเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จึงหยุด พอท่านเดินออกมา ก็เป็นอีก คราวนี้ถึงขั้นฝาโลงกระเด็นมาหล่นที่พื้น อาจารย์พาสามเณรเข้าไปเอาฝาโลงออกมาวางไว้ข้างนอกเพื่อวิญญาณจะได้ไม่รบกวน สมาธิ จากนั้นจึงหาที่ปักกลด พอเสร็จแล้ว ก็ทำวัดเย็น สวดมนต์กันที่ศาลาพักศพ ในเวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง ท่านอาจารย์ได้ยินเสียงโครมๆ อยู่ที่เผาโลงศพ คล้ายกับคนเอาไม้มาตีสังกะสีอย่างแรง พอเดินเข้าไปดูใกล้สังกะสี ก็ยังมีเสียง และลักษณะคล้ายคนตีฆ้อง แต่มองไม่เห็นตัว จากนั้นท่านจึงอุทิศส่วนกุศลให้ และสวดธรรมไตรสรณคมน์กับมนต์ผีรัก พอท่านนั่งสมาธิตอนกลางคืน ได้นิมิตเห็นพรามณ์แก่สองคน พร้อมวิญญาณอีกหลายตน พราหม์ได้เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเขตหมู่บ้านนี้ เป็นเมืองตั้งทับกันมาหลายสมัย เขายังบอกอีกว่าวิหารตั้งอยู่ที่ไหน และเมืองยังยาวไปถึงบ้านบุตามี และเขาก็บอกว่าเวลาเดือน 10 เป็นช่วงที่นรกให้วิญญาณออกมารับส่วนบุญ แต่ถ้าบุคคลที่เป็นเจ้าของที่นาไม่ได้อุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณขาวเมืองที่ อยู่ในที่ตรงนั้นก็จะก่อกวน หรือกระทำเอาบางคนที่เป็นลูกหลาน เขาก็จะให้ของและชาวเมืองของเขาส่วนมากยังไปเกิดไม่ได้ เพราะเกิดการตายหมู่อย่างรวดเร็ว และมีการสะกดไว้ สี่มุมเมือง และยังบอกอีกว่าในสมัย 1,000 กว่าปีก่อนเมืองนี้ว่า ถ้าผัวใครตาย และยังไม่มีลูกไม่มีคนเลี้ยง คือถ้าแยกครอบครัวออกมาจากพ่อแม่แล้ว พ่อแม่ยังถือเป็นลูกอยู่ แต่จะไม่รับกลับมาอยู่ด้วย แต่จะให้อยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง ปัจจุบันเรียกว่าเขาจอมทอง และขอให้พระคุณเจ้าพักอยู่ที่นี่สักช่วง เพราะวันพรุ่งนี้จะมีพระใหม่มาอยู่ด้วย 3 รูป ขอให้พระคุณเจ้าช่วยเขาปฏิบัติอุทิศให้พวกเรา พร้อมกับถอนสะกดให้พวกเราด้วย จะได้ไปเกิดกันเสียที จะเป็นอานิสงส์แก่พระคุณเจ้าอย่างสูง แต่พระคุณเจ้าก็จะได้รับอาถรรพณ์จากหินซึ่งเป็นรูปโยนีแม่อุมาเช่นกัน แต่ก็จะได้ดีคืนมาในภายหลัง ในจิตของทานพระอาจารย์ก็ตอบไปว่า เรื่องนั้นเรารู้เพราะพระอาจารย์ของเราก็เคยบอกเช่นกันว่า เราเกิดในดาวราหู วันพุธกลางคืนยามเดช เดือน 1 ของไสยเวทย์พุทธมนต์จะสามารถเรียนรู้ไสยเวทย์ได้อย่างมากมาย และในชาตินี้เป็นชาติสร้างบารมี ไม่ใช้ชาติที่จะฝึกสำเร็จ เพราะเราต้องเกิดมารับใช้พระศรีอาริยเมตไตรย ในอนาคตข้างหน้าถึงจะต้องรับกรรม และโดนพลังร้ายเราก็เต็มใจ เพราะเป็นกุศลในใจเรา แล้วนิมิตต่างๆก็จางหายไดไป พอท่านลืมตาขึ้นอีกครั้งก็เป็นเวลา 3 โมงเช้า ซึ่งสามเณร ก็ออกไปบิณฑบาตกันแล้วสามเณรบอกเห็นอาจารย์เข้าสมาธิอยู่เลยไม่รบกวน สารเณรเลยไปบิณฑบาต กลับมานั่งรอใส่บาตร อาจารย์ พอฉันเช้าเสร็จท่านก็เดินดูรอบวัดกัน ไม่นานนักก็มีพระเดินเข้ามา 3 รูป พอมาเจอท่านอาจารย์ พระทั้ง 3 รูปดีใจอย่างมาก ท่านเล่าให้อาจารย์ฟังว่า ท่านเป็นพระบวชใหม่กันทั้งหมด และได้ปรึกษากัน ถ้าเราบวชก็สมควรที่จะมาปฏิบัติที่ป่าช้าและถ้าวาสนามีจริง ภายใน 3 วันขอให้ได้เจอพระอาจารย์รูปใดรูแหนึ่งนำพาปฏิบัติ พอดีก็ได้ชวนกันดูสถานที่และจัดสถานที่ พอได้พบกับท่านอาจารย์สมใจปรารถนา ก็ขอนิมนต์อยู่สอนพวกกระผมสัก 15 วัน หรือหนึ่งเดือนยิ่งดี และจากนั้นอาจารย์ก็ได้พาพระใหม่ปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าใช้ได้ 15 วัน พระใหม่ก็ยังไม่ลาสิกขา ท่านอาจารย์ก็เลยอยู่เป็นเพื่อนอีก ในช่วงนี้มีวิญญาณขอให้ท่านไปดูโกดังเก็บโลงศพ จะพบใบลานเขียนบันทึกพระคาถา และถ้าท่าสนใจก็ขอให้ลอกเอาไว้ และกรวดน้ำใส่ใบลาน แล้วให้ลูกหลานเขาเผาไปให้ แล้วช่วงหลังถ้ามีคนจะตายวันไหน ปู่พราหมณ์ก็จะมาบอก อาทิตย์นี้คนจะตายวันนั้นบ้าง วันนี้บ้าง หรือมีคนป่วยเพราะโดนผี ท่านจะทำให้หายกลับคืนเลย หรือบ้างผีเข้าคน พอมานิมนต์ท่านไป พอท่านไปถึงผีจะออกเลย บางคนเข้าใจว่าเป็นวิญญาณที่ท่านเลี้ยง แต่ความจริงแล้วท่านว่าเป็นวิญาณชาวเมืองที่นั้น แต่เวลาที่ท่านจะไปรักษาปู่พราหมณ์ จะไปด้วย เขาก็เลยออก พอครบเดือนกว่า ๆ พระใหม่ก็ลาสิกขา ท่านอาจารย์ก็จะเดินทางต่อไปที่อื่น พอดีวันนั้นเองท่านก็นิมิตเห็นปู่พราหมณ์มาบอกว่า ทำไมท่านไม่ถอนอาถรรพณ์ให้หมด เพราะไม่อย่างงั้นแล้วจะวุ่นวายกันบ่อย และสำหรับผู้นำส่วนมากจะโดนอาถรรพณ์ กันมาก ทั้งพระทั้งโยม แต่ถ้าใครไหว้ขอพรจากบรรพบุรุษทั้งสี่ทิศจะเจริญ ส่วนมากก็จะเป็นลูกหลานจากอดีต แต่ท่านก็บอกท่านพาพระที่ศิลบริสุทธิ์ คือพระใหม่ อุทิศส่วนกุศลให้ แล้วก็ขอให้วิญญาณที่ป่าช้าส้มป่อยเลิกหลอกหลอนคน แล้วท่านก็ขอธุดงค์ต่อ

    วิญญาณทหารโบราณบอกถึงว่านฤาษี
    เมื่อ ท่านเดินทางมาจากป่าช้าส้มป่อย ในช่วงนี้มีพระมาขอธุดงค์ร่วมกับท่านอีก 2 รูปคือ พระทวีป และพระบรรจง และก็ได้เดินผ่านหลายที่จนถึงภูสำเภา ณ หมู่บ้านหนึ่ง อยู่ข้างภูสำเภาพอปักกลดแล้วก็สวดมนต์ทำวัตรเย็นเสร็จก็ค่ำ ท่านอาจารย์สังเกตเห็นอากาศที่ผิดปรกติ ท่านสั่งห้ามพระออกจากกรดเด็จขาดในเวลากลางคืน จนกว่าจะสว่าง ถึงแม้จะมีใครมาเรียกก็ห้ามออกไปเด็ดขาด พอตกดึก พระทุกรูปก็เห็นนกฮูก นกแสกบินรอบกลด พอเวลาประมาณตีสาม ท่านอาจารย์สั่งห้ามพระทุกรูปอย่าได้เอ่ยปากทักทาย กลัวว่าหลงทักทายแล้วของจะเข้าตัว เพราะท่านรู้ว่ามีคนลองวิชา เพราะบางที่พอนกบินมาแล้ว มักจะมีกิ่งไม้หล่นมาใส่กลดของท่านเรื่อยๆ ท่านเลยจับผ้าของท่านมาปิด พร้อมทั้งบริกรรมคาถาพระอุปคุตป้องกันตัว เสร็จแล้วท่านก็สร้างมโนยิทธิให้ภาพนกตัวนั้นในผ้า แล้วเป่าคาถากันการกระทำบทใหญ่ลงไป

    ปรากฏว่า นกตัวนั้นร้องเสียงดังมาก แล้วก็ตกลงมา แต่อาจเป็นด้วยพระพุทธานุภาพที่อาตมาพร้อมพระอีกสองรูปต่างสวดภาวนากันเมื่อ ในตอนค่ำ เสียงของผีป่ามากมาย เมื่อมันวิ่งมาเข้าใกล้กลด ก็เหมือนมันกระโดดข้ามกลดของอาตมาไปอย่างนั้นในตอนนั้นเลยร้องบอกให้พระทั้ง สองท่านช่วยกันสวดเจริญพุทธสวดให้มากๆ ซึ่งพระทั้งสองท่านก็ช่วยกันสวดมนต์ทั้งคืนจน ไม่ได้นอนจำวัด เพราะสวดมนต์เสร็จต่างก็ทำสมาธิกรรมฐาน ซึ่งพระทั้งสองรูปนั้นท่านนั่งแต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดๆ แต่พระอาจารย์ท่าเล่าว่าเมื่อสมาธิสงบดี ทันใดนั้น อาตมาก็พบเห็นทหารโบราณหลายคน ซึ่งทหารเหล่านั้นได้บอกกับอาตมาว่าพวกเขามาตายที่โป่งแห่งนี้มาหลายชั่วคน แล้ว วิญญาณได้กลายเป็นผีโป่งทนทุกข์ทรมานเฝ้าอยู่ที่นี่ วิญญาณของทหารโบราณ ผู้เป็นหัวหน้าได้บอกอาตมาว่า เลยจากสถานที่แห่งนี้ไปไม่ไกลจะพบว่านเสน่ห์ฤษี ที่มีกลิ่นหอมมากขึ้นอยู่เต็มป่า ใครมีไว้จะพบกับความสำเร็จในตัว คือตนเองจะเป็นเสน่ห์มหานิยมแก่ผู้ที่พบเห็น ในนิมิตที่เห็นที่ได้พูดคุยกับทหารโบราณเหล่านั้น

    ในตอนหนึ่งอาตมาจึงได้เอ่ยปากขอว่านเสน่ห์ฤษีจากพวกเขา พวกเขาก็บอกจะถวายให้ เพียงแต่ว่าเมื่อพระอาจารย์ธุดงค์มาคราวหน้า ขอให้นำพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นำมาด้วยให้ครบ 5 รูป เพื่อว่าจะได้สวดส่งวิญญาณของพวกเขาให้เกิดเสียที อยู่อย่างนี้ก็มีแต่ทุกข์ลำบากไปทุกอย่าง... พอรุ่งเช้าพระอาจารย์และคณะได้ออกบิณฑบาต พบโยมคนหนึ่ง เวลาเดินเข้าใกล้เขาก็จะเดินออกห่างไปค่อยจะมองดู คณะของอาจารย์ พระอาจารย์จึงบอกว่าไม่ต้องไปกังวลหรอกเดี๋ยวพ้นเขตเขาก็ไปเองหละ

    พระที่ ไปด้วยรูปหนึ่งได้สังเกตเห็นมีตัวอะไรไม่รู้คล้ายลิงตัวเล็กจะคล้ายชะมดก็ เหมือนมาเดินวนเวียนรอบๆกลด ของท่านมันพยายามจะเข้าไปในกลดของท่าน แต่พอใกล้สว่างพวกมันก็หนีไป ตอนนี้ท่านขอกลับเข้าเมืองก่อนดีกว่า(ไม่ขอเดินตามธุดงค์ติดตามพระอาจารย์ยก พล เข้าไปในป่าลึกอีกแล้ว) ในเหตุการณ์หลังจากคืนนั้น การเดินธุดงค์เข้าสู่ป่าใหญ่ ในตอนนั้นคงมีแต่พระอาจารย์ยกพลเพียงรูปเดียว เดินเข้าป่าดงดิบ จนได้พบกับพระธุดงค์ท่านผู้มีอายุอีกสองท่านคือหลวงปู่มั่ง กับหลวงปู่เตียง ซึ่งท่านทั้งสองเห็นในความเด็ดเดี่ยวในจิตใจของพระอาจารย์จึงได้สอนมนต์ ต่างๆ ให้

    ทั้งวิชาการสร้างกุมาร สาลิกา กำเนิดแรดหนังหนา ฯลฯ อีกทั้งยังได้สอนวิชาของสำเร็จลุนให้อีกด้วย
     
  13. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    [​IMG]
    พบอาจารย์ประหยัด เณร และฤๅษีสิงขร

    พระ อาจารย์ยกพล ได้สอบถามชื่อของชายนิรนามทั้ง 2 คน ที่อ้างชื่อว่าอิน และ จัน ตามมาส่งท่านถึงหมู่บ้านภูผาทอง หมู่บ้านที่อยู่เชิงชายเขา ชาวบ้านก็บอกว่าในหมู่บ้านป่านี้ ไม่มีคนชื่ออย่างนี้

    พระ อาจารย์ยกพล ท่านจึงทราบทันทีว่า ชายทั้งสองคนที่นำทางท่านลงมาจากเขานั้น เป็นชาวลับแล ปกติอยู่ด้วยการคอยดูแล เพื่อช่วยเหลือพระธุดงค์กรรมฐาน ที่ท่านมักจะเดินทางหลงป่า และเมื่อเข้าใจอย่างนี้จิตที่เคยวิตกกังวล เรื่องของการธุดงค์อยู่ในป่าว่า จะต้องหลงป่าอยู่บ่อยๆ จิตที่ประกอบไปด้วยความวิตกกังวลอย่างนี้ ก็มลายหายสิ้นไป เกิดจิตที่อยากจะรู้อยากจะเห็น ความจริงของโลกว่า ยังมีสิ่งลึกลับใดๆ ซ่อนเร้นอยู่อีก อันหมายถึงดวงวิญญาณทั้งหลายที่หลบซ่อนอยู่อย่างทุกข์ยาก ยังจะมีให้เห็นอยู่ในเขาอีกมากมายไหม?

    จากเหตุที่สงสัยอย่างนี้ พระอาจารย์ยกพลจึงตัดสินใจเดินธุดงค์เข้าสู่ป่าใหญ่อีก เดินธุดงค์ขึ้นเขาสู่ป่าใหญ่ไปได้ไม่นาน ก็ได้พบกับคณะเดินธุดงค์ของท่านพระอาจารย์ประหยัด และอาจารย์จอมวิชิต ชินวังโส ที่ในคณะพระธุดงค์ดังกล่าวนี้ ก็มีสามเณรติดตามมาอีกสองรูป เมื่อพักการเดินธุดงค์ในป่าใหญ่ ทั้งหมดก็ได้สนทนาธรรมกัน พอรุ่งเช้าสามเณรสองรูป ก็ขอติดตามพระอาจารย์ยกพลธุดงค์ไปด้วย ซึ่งพระอาจารย์ก็อนุญาต ทั้งพระอาจารย์และสามเณรทั้งสองรูป ต่างก็เดินธุดงค์อยู่ในป่าใหญ่ เป็นเวลาถึงสามวัน ก็มาเจอถ้ำๆหนึ่ง เห็นถ้ำที่มีกลิ่นหอมมาก หอมออกมาตลอด แม้ทั้งสามท่านจะยังไม่ได้เข้าไปสู่ภายในถ้ำ (กลิ่นหอมโชยออกมาจากภายในถ้ำ)

    กลิ่นหอมที่หอมยิ่ง หลังจากที่เข้าไปภายในถ้ำ ทำให้พระอาจารย์และสามเณรทั้งสอง อยู่พักปฏิบัติธรรมภายในถ้ำหอมดังกล่าวนี้ เป็นเวลา 4 วัน เพราะการพักปฏิบัติธรรมภายในถ้ำหอม นอกจากภายนอกถ้ำ จะมีน้ำซับที่ฉันและอาบได้ ไหลอยู่ตลอดเวลาแล้ว ใกล้ๆบริเวณน้ำซับก็มีต้นกล้วยที่ออกลูกสุกงอม ต้นผักขม ที่ต้มฉันแทนข้าวได้ ต้นผักกูด และผลไม้ป่าที่หาฉันได้อีกหลายชนิด มีขึ้นอยู่โดยรอบ ทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องการหาอาหารฉันในยามเช้า 4 วันที่อยู่ปฏิบัติธรรมภายในถ้ำ พระอาจารย์ได้พบสิ่งใหม่ๆ แปลกในธรรมอีกมาก

    หลังจากพักอยู่ที่ถ้ำหอมได้ 4 วัน เมื่อได้ออกมาจากถ้ำดังกล่าวแล้ว สามเณรทั้งสองที่ทราบชื่อต่อมาว่า สามเณรเอกและสามเณรหนึ่ง สามเณรทั้งสองได้ขออนุญาตท่านอาจารย์กลับวัดก่อน เพราะธุดงค์ติดตามคณะของท่านอาจารย์ประหยัดมาเป็นแรมเดือนแล้ว เกรงว่าญาติโยมทางบ้านจะเป็นห่วง ซึ่งเมื่อสามเณรทั้งสองรูปได้ให้เหตุผลดังนี้ พระอาจารย์ก็เดินทางมาส่ง เดินมากันครึ่งทาง ก็มาเจอกับพระรูปหนึ่งที่มีลักษณะราศี สง่างาม ร่างกายสูงใหญ่ รองเท้าท่านไม่ใส่ แต่ดูเท้าเรียบเหมือนไม่โดนพื้นหญ้าพื้นดินอย่างนั้น ในตัวท่านห่มจีวรเก่าๆ ไม่มีกลดและบาตร พอสามเณรเอกและสามเณรหนึ่งจะนั่งลงท่ายองๆเตรียมตัวจะไหว้ท่าน พระร่างกายสูงใหญ่รูปนั้น ท่านก็รีบไหว้ตอบทันที พร้อมทั้งหันมาทางท่านพระอาจารย์ ด้วยการทำมือห้ามปราม เป็นการยับยั้งไม่ให้พระอาจารย์แสดงความคารวะ โดยท่านรีบกล่าวขึ้นว่า “ผมเป็นเณร มิใช่เป็นพระ โปรดอย่าไหว้กระผมเลย จะเป็นบาปแก่ตัวกระผม”

    พระร่างสูงใหญ่ ร่างกายมีสง่าราศี ท่านกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็รีบเดินจากไป ท่านเดินไปได้สัก 10 ก้าว จิตของท่านพระอาจารย์ยกพล ก็กำหนดรู้ได้ทันทีว่า พระหรือสามเณรร่างใหญ่นี้ ต้องเป็นฤๅษีสิงขรอย่างแน่นอน (ตามที่เคยมีพระธุดงค์เล่าให้ฟัง) ซึ่งเมื่อคิดอย่างนี้และทันทีที่หันกลับไปดู พระหรือสามเณรร่างใหญ่นั้นพลันท่านก็ได้หายตัวไปเสียแล้ว จึงได้บอกกับสามเณรทั้งสองรูปที่จากกันไปในตอนนั้นว่า ในป่าเขาที่อยู่ไกลกับบ้านคนยังมีสิ่งลึกลับต่างๆให้เราได้ศึกษาอีกมาก ขอให้สามเณรทั้งสอง เมื่อกลับไปยังวัดที่อยู่แล้ว เคยได้พบเห็นสิ่งแปลกๆใดๆภายในป่าใหญ่ ภายในถ้ำ ในภูเขาที่ผ่านมา ก็ขอให้นำไปเล่ากับญาติโยม และพระที่ท่านยังต้องการศึกษาในเรื่องราวอย่างนี้ด้วย เพื่อท่านทั้งหลายเมื่อได้รับทราบแล้ว จะได้เชื่อว่า โลกหน้านั้นมีจริง บุญบาปนั้นมีจริง ชีวิตนี้ มิใช่จะตายจากโลกนี้ไปเท่านั้น คือ ทุกคนจะตายเพียงร่างกายเท่านั้น ส่วนจิตวิญญาณนั้นจะอยู่คู่โลกไปอีกนาน ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ควรขวนขวายสร้างความดีกันเอาไว้ โลกหน้ามีจริงแน่

    เมื่อพระอาจารย์ยกพล ท่านได้ส่งสามเณรทั้งสองรูป กลับสู่วัดบ้านเกิดของทั้งสองรูปแล้ว (ส่งเพียงครึ่งทางในป่า) พระอาจารย์ก็มาพิจารณาเห็นว่า การปฏิบัติธรรมภายในถ้ำหอม 4 คืนที่ผ่านมานั้น บัดนี้ท่านได้สิ่งดีเยอะ จากการปฏิบัติอยู่ภายในถ้ำหอม ที่บริเวณกว้างขวางมาก ที่พระอีกสัก 20 รูป ก็ยังสามารถที่จะเดินจงกลมในคนละมุมของถ้ำได้อย่างสบาย วันนั้นเมื่อพระอาจารย์ท่านเดินทางกลับสู่ถ้ำหอม หลังจากทำวัดเสร็จในตอนเย็น ท่านก็ได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ภายในถ้ำ ไม่ไกลไปจากที่ท่านได้นั่งอยู่ แต่เมื่อท่านมองหาที่มาของเสียงคุยกันนั้น ก็หาได้พบต้นตอของเสียงหรือผู้ใดไม่ ทำให้เข้าใจว่า เสียงที่คุยกันนั้น เป็นเสียงคุยของชาวลับแล จึงได้นั่งปฏิบัติกรรมฐานต่อไป เมื่อนั่งปฏิบัติสมาธิกรรมฐานอยู่ไม่นาน พลันในนิมิตสมาธิ ท่านก็ได้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่ง แต่งกายแบบชุดโบราณ ในลักษณะของเจ้าหญิงเจ้านาย นางในนิมิตเข้ามากราบท่าน พร้อมทั้งกล่าวอ้อนวอนด้วยน้ำตานองหน้า โดยกล่าวเชิงขอร้องกับท่านว่า

    “พระคุณเจ้า...เจ้าขา...ข้าพเจ้าเป็นเจ้าหญิงของเจ้าเมืองในเมืองนี้ (คงหมายถึงเมืองถ้ำหอมนี้) ข้าเจ้าตายมาหลายปีแล้ว กระดูกของตัวข้าเจ้าเองยังฝังอยู่ภายในถ้ำนี้ ขอพระคุณเจ้าได้โปรดเมตตา ขุดกระดูกของข้าเจ้าขึ้นมาทำบุญ เพื่อข้าเจ้าจะได้ไปเกิดด้วยเถิด”

    นางกล่าวอ้อนวอนด้วยเสียงสะอื้นน่าสงสารเป็นยิ่งนัก พระอาจารย์จึงถามไปว่า กระดูกของโยมที่ฝังอยู่ในถ้ำนี้ ฝังอยู่ตรงมุมไหนเล่า อาตมาจะได้ช่วยขุดขึ้นมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ไป

    [​IMG]
    ช่วยขุดร่างหญิงโบราณมาทำบุญกุศล และเจอพระอาจารย์สอน
    นิมิตอย่างนี้ได้เกิดติดต่อกันมาถึง 5 วัน ซึ่งพระอาจารย์ก็รับปากว่าจะขุดร่างของนางให้แต่ก็ไม่ทราบว่า ร่างของนางนั้นฝังอยู่ตรงที่ไหน จนถึงวันที่ 6 นางในร่างวิญญาณก็มาบอกที่ฝังร่างของนางให้พระอาจารย์ได้ทราบ ซึ่งตอนนั้นพระอาจารย์เองก็ยังไม่รู้ว่าจะหาจอบหาเครื่องมือที่ไหนมาขุดร่าง ของนางในนิมิตนั้นได้ ก็เผอิญมีชาวบ้านเดินทางขึ้นมาที่ถ้ำหอม หกคน โดยเข้าไปบอกท่านพระอาจารย์ว่า

    เมื่อคืนพวกเขาเห็นแสงไฟที่เกิดจากไฟดวงโต ลอยขึ้นมาตรงยอดภูเขาสถานที่บริเวณถ้ำหอมนั่นแหละ ขณะที่แสงไฟลอยขึ้นมาก็มีเสียงดนตรีเป็นเสียงปี่พาทย์ ลาดตะโพน บรรเลงมาตามสายลมด้วย ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ตรงเชิงชายเขาต่างออกมายืนดูแสงไฟและเสียงดนตรีโบราณ นั้นพร้อมๆกันทั้งหมู่บ้านทีเดียว

    เมื่อชาวบ้านทั้ง 6 คน มาเล่าเรื่องราวแปลกประหลาดให้ฟังอย่างนั้นพระอาจารย์ก็เลยถือโอกาสขอแรงชาว บ้านทั้ง 6 คนให้ช่วยกันขุดหาโครงร่างของหญิงงามในนิมิตให้ด้วย ซึ่งก็พอดีชาวบ้านทั้ง 6 คน มีจอบและอุปกรณ์ พกติดตัวมาด้วยโดยบอกว่าพวกเขาจะมาขุดหน่อไม้ป่าพอดี จึงเป็นความประจวบเหมาะที่จะช่วยพระอาจารย์ขุดหาร่างของนางในนิมิต ซึ่งก็ใช้เวลาขุดหาอยู่ไม่นานก็พบร่างที่เป็นโครงกระดูกมากมายหลายร่างโดย ที่ใกล้ร่างโครงกระดูกนั้นก็พบไหโบราณและหม้อโบราณ อีกทั้งกำไลใส่มือใส่เท้าบ่งบอกว่าเป็นชนสมัยทวารวดีที่มีอายุนับพันปีมา แล้ว เป็นสมัยที่พระพุทธศาสนายังเจริญมาไม่ถึง พวกเขาจึงนับถือผีสางเทวดาไปตามเรื่อง การไม่มีพระพุทธศาสนาเป็นสะพานในการทำบุญ เมื่อตายไปแล้ววิญญาณของพวกเขาจึงหาที่จุติที่เกิดไม่ได้ดังกล่าว วิญญาณที่เหมือนไม่มีสิ่งดีๆรองรับ จึงต้องร่อนเร่ไปหาที่จุติที่เกิดไม่ได้ เมื่อได้ร่างชนสมัยทวารวดีเหล่านี้ขึ้นมา พระอาจารย์จึงทำการเผาทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้

    ซึ่งก็ได้ผลเพราะในคืนวันต่อมานั้นเอง หญิงในร่างทิพย์ที่สวยงามก็ได้มาเข้าฝันพระอาจารย์อีกครั้ง แต่การมาครั้งนี้เป็นการกล่างคำอำลา หลังจากที่นางได้สิ่งที่ปรารถนาแล้ว โดยคำอำลาที่นางได้กล่าวอำลากับพระอาจารย์ ก็มีใจความที่สะเทือนใจว่า

    “ข้า เจ้าขอกราบลาท่านอาจารย์ก่อน บุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้ ข้า เจ้า จะไม่ขอลืมเลย เมื่อพระคุณท่านมีความปรารถนาสิ่งใด ข้า เจ้าขอให้สิ่งนั้นจงสำเร็จแด่พระคุณเจ้า บัดนี้ถึงเวลาแล้วข้าเจ้าขอลาไปเกิดก่อน”

    นางในนิมิตกล่าวอำลาพระอาจารย์ด้วยอาการพนมมือลงกราบโดยกราบลงอย่างนอบน้อม

    พระอาจารย์ท่านก็กล่าวตอบกลับไปว่า “อาตมาขออนุโมทนาด้วยที่โยมจะไปดี สำหรับตัวอาตมาเองก็ไม่ประสงค์สิ่งใด นอกจากจะขออยู่ในร่มผ้ากาสาวพักตร์อยู่อย่างนี้ตลอดไปโดยอย่าให้มีมารใดๆ มารบกวนอาตมาเลย”

    “ดีแล้วพระคุณเจ้า การบวชถือว่าประเสริฐสุด ขอให้พระคุณเจ้าพบแสงแห่งธรรม และเมตตาบอกมนุษย์ทั้งหลายด้วยว่า เมื่อพบร่างของใครก็ตามถูกฝังไว้ยังไม่ได้นำขึ้นมาเผา ก็จงรีบจัดการนำร่างนั้นขึ้นมาเผาด้วย เฉพาะคนโบราณที่มีอายุยืนนานมาเป็นพันปี (มีร่างฝังอยู่ในดินนับพันปี) เมื่อผู้ใดได้ช่วยจัดการเผาให้ จะเป็นการส่งวิญญาณให้เขาไปเกิด และจะกลายเป็นผลให้ผู้ที่ทำมีอายุยืนพบกับสิ่งดีๆในชีวิต ตามที่ตนปรารถนาทุกประการ ข้าเจ้าขอลาก่อน”

    หญิงนิรนามในนิมิตกราบลาท่านพระอาจารย์โดยที่ท่านพระอาจารย์ยกพลท่านกล่าว ว่า ยังไม่ได้สอบถามที่เกิดที่มาของเขาเลย แต่เข้าใจว่าหญิงนิรนามร่างงามนั้น จะต้องเป็นธิดาของกษัตริย์แห่งเมืองถ้ำหอมนี้แน่นอน การที่ไม่กล่าวสอบถามที่ชาติกำเนิดเดิมก็ด้วยว่านิมิตนั้น ได้เกิดในความฝันไม่ใช่สมาธิ ฝันอย่างไรก็ต้องจดจำไปอย่างนั้นหานำจิตให้คิดตามประสงค์ไม่ ซึ่งจากเรื่องนี้ก็ทำให้พระอาจารย์มาได้ความคิดว่า ร่างที่เป็นโครงกระดูกของคนโบราณนั้น เมื่อใครผู้ใดได้กระทำ คือการเผาร่างนั้นโดยทำบุญอุทศไปให้เขาสิ่งต่างๆในชีวิตก็จะพบกับความสำเร็จ ได้โดยที่ได้อานิสงค์ตรงนี้เอง ซึ่งท่านเองกล่าวว่าจะขอจดจำในเรื่องนี้เป็นข้อปฏิบัติไปจนตาย และจะบอกแก่คนทั้งหลายให้เขาเข้าใจในเรื่องของวิญญาณที่น่าสงสารเหล่านี้ ด้วย

    ขณะที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในถ้ำหอม พระอาจารย์เล่าว่า แม้ถ้ำหอมจะอยู่ในป่าลึกแต่ท่านก็พบมาเยือนแปลกๆมากหน้าหลายคน โดยเฉพาะพระธุดงค์กรรมฐานที่เข้ามาหาท่าน มาเพื่อหามุมสงบปฏิบัติธรรมภายในถ้ำหอม หลายท่านก็มีปฏิทาแปลกๆ ไม่เหมือนกัน เช่นมี พระปฏิบัติท่านหนึ่งท่านชื่อว่าอาจารย์สอน เมื่อเข้ามาอยู่ปฏิบัติสมาธิในถ้ำหอม พระอาจารย์สอนจะใช้ฝุ่นอาบตามตัว หรือที่เรียกว่าอาบฝุ่นนั่นแหละ โดยไม่อาบน้ำ ร่างกายของท่านก็เกลี้ยงเกลาดี ไม่มีกลิ่นตัวเมื่อเข้ามาใกล้ๆพระอาจารย์ และวันไหนเมื่อว่างจากการนั่งสมาธิแล้ว พระอาจารย์สอนท่านจะให้ลูกศิษย์ของท่านที่ชื่อว่าโยมปอง ผู้ติดตามมา เดินตามท่านไปในมุมต่างๆภายในถ้ำหอม แล้วบอกโยมปอง ศิษย์ของท่านผู้นั่นให้ท่านพระอาจารย์ยกพลพลอยได้ยินด้วยว่า “วันนี้แกอยากจะกินอะไร บอกข้ามา เดี๋ยวข้าจะหยิบของที่แกอยากได้ในย่ามใบใหญ่นี้ให้” ทันทีเมื่อโยมปองบอกว่าอยากจะกินขนมปังข้าเหนียวปิ้ง พระอาจารย์สอนท่านก็ล้วงย่ามหยิบมาให้กินทันที รวมทั้งพระอาจารย์ยกพลด้วยที่ได้กล่าวไปว่า อยากจะฉันมันทอดกรอบ พระอาจารย์สอนก็หยิบมาให้ฉันได้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างเหลือเชื่อ เพราะเวลาในตอนนั้นเป็นเวลาจะฉันเพลพอดี มีพระอีกหลายท่านอยากจะฉันสิ่งใด พระอาจารย์สอนท่านล้วงย่ามหยิบขึ้นมาให้ได้ฉันทั้งนั้น ยกเว้นเนื้อสัตว์ต่างๆ

    ประวัติของพระอาจารย์สอน พระปาฏิหาริย์ พระอาจารย์ยกพลท่านบอกว่า ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ใหญ่ หรือ หลวงปู่เทพโลกอุดร ที่เคยจำพรรษาอยู่ในถ้ำวัวแดงไม่ไกลกันนัก หลังจากเจออภินิหารของพระอาจารย์สอน พระธุดงค์ที่อาบฝุ่นแทนน้ำแล้ว

    พระอาจารย์จึงได้เดินออกจากถ้ำหอมเพื่อธุดงค์ต่อไปในคราวครั้งนั้น



     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 ธันวาคม 2010
  14. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    ศึกษาวิชากับหลวงปู่ทองและเจอพระอวดดีที่ถ้ำจมูก
    พระ อาจารย์ก็ ได้พบกับพระธุดงค์ท่านผู้ชราภาพมากแล้ว มีนามว่าหลวงปู่ทอง หลวงปู่ทองได้ชักชวนท่านเดินธุดงค์เข้าสู่เขตจังหวัดเพชรบูรณ์ คือในบริเวณเขตน้ำหนาวที่เป็นป่าใหญ่ห่างไกลบ้านผู้คน โดยในตอนหนึ่งหลวงปู่ทอง พระธุดงค์ผู้ร่วมทาง ท่านได้บอกกับพระอาจารย์ว่าเมื่อถึงเวลาในตอนเช้าพรุ่งนี้ ขอให้ท่านได้เปิดบาตรนั่งรอท่านอยู่ในป่าใหญ่กับท่านอย่างนั้นแหละ เพราะประเดี๋ยวจะมีคนเอาข้าวมาใส่บาตรให้ ซึ่งเมื่อได้ข้าวใส่บาตรพอฉันแล้ว ก็ให้ลงมือฉันห้ามมองหน้าคนที่ได้มาใส่บาตร จากคำสั่งของหลวงปู่ทอง พระอาจารย์ก็ปฏิบัติตาม และในเช้านั้นก็มีคนมาใส่บาตรให้จริงๆ แต่ข้าวที่ใส่ในบาตรนั้น เป็นข้าวสวยร้อนๆที่ผสมเข้ากับงาดำเท่านั้น แต่ข้าวมื้อเช้านั้นพระอาจารย์บอกว่า เมื่อฉันเข้าไปทำให้ไม่มีอาการหิวตลอดทั้งวัน รวมทั้งในเช้าวันใหม่ด้วย จึงเข้าใจว่านั่นเป็นอาหารของชาวลับแลที่มาทำบุญถวายให้ แต่พวกเขาหาปรากฏกายให้ได้เห็นไม่ ข้าวในบาตรจึงปรากฏเกิดขึ้นเหมือนมีสิ่งนิมิตให้เป็นไป (ข้าวเกิดขึ้นในบาตรขณะตั้งบาตรรอรับอยู่ ตามที่หลวงปู่ทองท่านบอกแนะนำ)

    จากเรื่องของข้าวสวยปนงาดำ ที่มีชาวลับแลมาใส่บาตรให้ ในเรื่องนี้ทางหลวงปู่ทองท่านยังบอกกับท่านพระอาจารย์ยกพลไว้อีกว่า ถ้าวันใดมีผู้มาใส่บาตรโดยที่เราไม่เห็นตัว แต่เผอิญข้าวที่ใส่ในบาตรนั้นเป็นข้าวดำข้าวแดง ก็จงเข้าใจเถิดว่านั่นเป็นอาหารของพวกวิญญาณป่าพวกหนึ่งที่มีความประสงค์ อยากจะทำบุญกับพระบ้าง แต่พวกเขาก็มีเพียงข้าวดำข้าวแดงถวายใส่บาตรให้เท่านั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสงสารของวิญญาณป่าเหล่านี้มาก ที่หลวงปู่ทองท่านบอกว่า พวกเขาจะมีปกติอยู่ด้วยทุกขเวทนา เมื่ออยากจะไปผุดไปเกิดก็ไม่มีบุญใดจะส่งวิญญาณพวกเขาให้ไปเกิดได้ เพราะนานจะมีพระธุดงค์กรรมฐานผ่านเข้ามาซักที โอกาสดีอย่างนี้จึงเป็นที่หายากสำหรับพวกเขา ด้วยเหตุนี้หลวงปู่ทองจึงได้ชักชวนท่านพระอาจารย์ฯให้อยู่ในเขตป่าน้ำหนาว นี้อยู่สักระยะหนึ่งก่อน โดยตอนแรกก็เพื่อโปรดวิญญาณที่ทุกข์ยากเหล่านี้ และอีกอย่างหนึ่งที่หลวงปู่ทองมองเห็นว่าสมควรจะยกถวายให้ท่านพระอาจารย์ฯ ก็คือ การสืบทอดเล่าเรียนวิชาธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ที่เป็นองค์ธรรมบทหนึ่งที่หลวงปู่ทอง พระภิกษุโบราณ ท่านบอกว่าถ้าผู้ใดได้เรียนรู้ไว้ก็จะได้นำไปใช้ในการช่วยปัดเป่าโรคภัยและ ป้องกันภัยอันตรายทั้งหลายได้ ธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นี้ ถ้าผู้ใดเรียนไว้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ถือวิชามนต์เก่งไว้ จะเป็นผู้ที่คนทั้งหลายยำเกรง และเป็นที่ขยาดหวาดกลัวของภูตผีทั้งหลาย ผู้ที่เรียนวิชานี้สำเร็จแล้วก็จะเป็นผู้ที่ปฏิบัติเคร่งครัด ถ้าไม่ใช่นักบวชแต่เป็นฆราวาสก็มีความเคร่งครัดในศีล 5 ด้วย ทั้งนี้เป็นไปก็ด้วยอำนาจของพระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ที่มีอิทธิฤทธิ์ให้เป็นไปอย่างนั้น

    ด้วยเหตุนี้เมื่อท่านพระอาจารย์ยกพลท่านได้เรียนจบแล้ว และท่านได้นำมารักษาคนทั้งหลาย ด้วยการช่วยขับโรคร้าย ไล่ผี ไล่คุณจากคนทั้งหลาย เช่นในครั้งหนึ่งอาจารย์ได้ออกธุดงค์ไปแถบเขตจังหวัดอุดร – หนองคาย ท่านว่าอาถรรพณ์มีอยู่มาก ธุดงค์ไปป่าแห่งหนึ่งปักกลดเสร็จ เห็นชาวบ้านจูงวัวมาผูกไว้ จุดธูปเปิดเหล้าปลาไว้ แล้วพากันกลับไป อาจเป็นด้วยอาจารย์ปักกลดอยู่แถวโขดหิน พวกเขาถึงไม่ทันเห็นท่าน แต่ท่านพอได้ยินเสียงพวกเขาคุยกันจับใจความได้ว่า พรุ่งนี้จะฆ่าวัวเลี้ยงผีบรรพบุรุษ ที่รักษาพวกเขา พอท่านทำวัด และนั่งกรรมฐาน ซึงเวลานั้นดึกมากแล้ว ได้ยินเสียงคนคุยกัน ท่านเลยมองออกไปผ่านกลด พบแสงไฟสีเขียวคล้ายแสงขี้ใต้ เสียงนั้นพูดว่าน่ากินน่าอร่อย ท่านเพ่งดูจึงรู้ว่าเป็นมา เป็นผีป่า ท่านอาจารย์จึงสวดมนต์ ระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และหลวงปู่ใหญ่ จากนั้น ได้มีเสียงแววมาอีกว่า “หลวงปู่มาเราไปกันเถอะ” ท่านจะจำวัด ก็ไม่สามารถทำได้ จึงนั่งกรรมฐานต่อ เห็นแต่ภาพวัวตัวนั้น แต่หน้าวัวเป็นหน้าคนบอกอาจารย์ว่า มันเป็นกรรมของเขา ที่ชาติก่อนไม่รู้คุณบิดามารดา และชอบกินอาหารแบบกินทิ้งกินเหลือ ไม่สร้างบุญกุศล และเคยฆ่าตัวตายโดยยังไม่ทดแทนคุณบิดามารดา จึงต้องเกิดมาฆ่าตัวตาย ๕๐๐ ชาติ และมีกรรมต้องเกิดเป็นสัตว์ให้เขาฆ่าอีก๕๐๐ ชาติ ก่อนที่จะถูกฆ่าหนึ่งคืนเขาจะสามารถจำเหตุการณ์ได้ และรู้ภาษามนุษย์ แต่พูดไม่ได้ จึงได้ยืนน้ำตาไหลอย่างที่พระคุณเจ้าเห็นนี่แหละ เมื่ออาจารย์คลายจากกรรมฐานเวลาประมาณตี ๓ กว่า ท่านรีบเก็บของ และเดินไปปล่อยวัวตัวนั้น แล้วพูดกับวัวว่า เจ้าจะหนีหรือไม่ก็ได้ แต่อาตมาเป็นพระ อาตมาไม่อาจเห็นท่านตายได้ และขอให้อนิสงห์ที่อาตมาปฏิบัติขอให้ท่านรอดตาย เพราะเราช่วยเธอเราต้องเป็นเจ้าของเธอ ส่วนเขาจะฆ่าเธอเขาไม่ใช้เจ้าของเธอ พอท่านแก้เชือกเสร็จท่านได้ออกเดินทางทันที

    นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระธุดงค์เกี่ยวกับโลกวิญญาณ ไม่ว่าจะจังหวัดอุดร หนองคาย นครพนม กาฬสินธุ์ สารคาม ร้อยเอ็ด อุบล สุรินทร์ หรือภาคเหนือ พม่า ลาว ต่างพบเจอสิ่งแปลกๆ มากมายสารพัดจากนั้นท่านเดินทางมาเรื่อยจนถึง อำเภอสีชมภู


    กฎแห่งกรรม
    เมื่อ อาจารย์ยกพล เดินทางถึง อำเภอสีชมภู ผ่านชุมแพ ตรงเข้าทุ่งกระมัง ท่านไปถึงที่หนึ่ง เห็นหนองน้ำ ป่าเขาธรรมชาติสวยงาม จึงตัดสินใจพักอยู่ที่นั้น พอสวดมนต์ทำวัตรเสร็จ ทานออกมาเดินจงกรม เดินไปคู่หนึ่งรู้สึกแปลกเพราะเสียงแมลงและเสียงสัตว์ป่าที่ร้องกันเต็มป่า เวลากลางคืนพากันเงียบสนิทอีกทั้งมีกลิ่นสาบๆ คาวๆ ท่านกำหนดจิตดูได้รู้ว่ามีอันตราย ครั้นว่าจะเข้ากลดเพราะกลัว

    แต่ใจหนึ่งนึกขึ้นมาได้ว่า คนเราเมื่อถึงคาดหนีไปไหนก็ไม้พ้น ถ้าเราเคยทำอะไรไว้ ไม่มีทางพ้นกฎแหงกรรม ถ้าเคยฆ่าใครในชาติก่อนชาตินี้เขาตามมาฆ่าเราคืน ด้วยเหตุนี้นึกทบทวนใส่กับบทธรรมะสังคินีมาติกา ที่สวดในงานศพ กุสลาธัมมา อสุลาธัมมา อัพยากะตาธัมมา ฯลฯ ซึ่งแสดงถึงกุศลและ อกุศล คือบุญบาปที่เราทำเป็นผู้คอยส่งผล อยากรู้ว่าชาติก่อนเป็นเช่นไร ดูชาตินี้ อยากให้ชาติหน้าดี ชาตินี้เราต้องทำดี เขาถึงว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ชาติหน้าเราเลือกเกิดได้ อยากอายุยืนจงปล่อยสัตว์ อยากร่ำรวยจงทำบุญทำทาน อยากมีเพื่อน มีบริวารจงช่วยคนทำบุญให้มาก ไม่อยากมีศัตรูจงรู้จักให้อภัยในชาตินี้

    พอนึกได้เช่นนี้ อาจารย์จึงเดินจงกรมของท่านต่ออย่างสบายใจ จนเวลา ๕ ทุ่มกว่าท่านจึงเข้ากรดนั่งกรรมฐานต่อ สักพักจึงจะจำวัด พอท่านเอนตัวลงหลังถึงพื้นท่านรู้สบายจึงหลับตาลง รู้สึกมีความสุขไม่ยึดติดอยู่กับอะไร รู้สึกตัวเบาค่อยๆ ลอยขึ้น แล้วไปปรากฏอยู่นอกกลด

    พบพระรูปหนึ่งยืนอยู่กับเสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งใหญ่เกือบจะเท่าม้า ยืนชี้หน้าท่าน ถึงท่านจะมีของดี และวิชาป้องกันตัวอยู่ แต่เขาจะหาทางกินท่านให้ได้

    ท่านถามกลับไปว่า “จะมากินเราทำไม เราเคยมีความแค้นกันหรือ”

    เขาตอบมาว่า ไม่มี

    “แล้วทำไมท่านถึงแค้นและจะห่าเราให้ได้หละ”

    เขาตอบว่าเพราะเราตอนแรกกำลังจะกินท่านอยู่แล้ว แต่ที่ยังไม่ทำอะไรเพราะมีแสงออกมาจากตัวท่าน ทำให้เราตกใจ จึงยังไม่ทำอันตรายท่าน เพราะเราเองเคยเป็นพระมาบำเพ็ญตามป่าเขา แต่เพราะยังสำรวมไม่พอ ทั้งโดนครูบาอาจารย์ตำหนิ จึงออกมาธุดงค์รูปเดียว ผลคือเราถูกเสือตัวนี้กิน และวิญญาณติดอยู่กับเสือตัวนี้ เราจะไปได้เราต้องมีคนมาแทน และเรากำลังจะกินเท่าได้อยู่แล้ว พอท่านนึกปลงสังขารและยังนึกถึงพุทโธ จึงเกิดมีบารมีรักษาตัวเราจึงยังทำอะไรท่านไม่ได้

    ท่านอาจารย์จึงถามไปว่า “แล้วท่านรู้ทำไมเสือถึงกินท่าน” รู้เพราะเขากับเราเป็นพี่น้องกัน คือเราเป็นพี่เขาเป็นน้อง เพราะเราแย้งสมบัติกันเราเลยใส่ยาให้น้องเรากิน จากนั้นเราถึงนึกได้แล้วบวชมาจนสิ้นอายุขัย และอธิฐานขอให้เจอพระพุทธศาสนาทุกชาติ ชาตินี้เราได้มาบวช แต่น้องเราเพราะแรงอาฆาตเขามาเกิดเป็นเสือรอเราอยู่ จนได้กินเรา ด้วยแรงอาฆาตและผูกพัน จึงทำให้วิญญาณเราสิงอยู่กับเขา

    พออาจารย์เห็นโอกาสดีจึงรีบพูดทันทีว่า “นี่เพราะแรงแห่งกรรม และแรงอาฆาตของท่านจึงได้เป็นเช่นนี้ แล้วท่านยังจะมาฆ่าเราอีกหรือ ถึงท่านไม่ฆ่าเราสักวันเราก็ตาย เพราะร่างกายเรามันไม่ใช่ของเรา สักวันเราจะแก่ตาย ฟันในปากสักวันต้องหลุด ร่างกายของคนเรามันมีรกมีเลือดห่อหุ้ม โตมามีขี้หู ขี้ตา รางกายคนเราก็เช่นป่าช้าของสัตว์ เพราะกินสัตว์ไปไม่รู้กี่ชนิด กินไปไม่ถ่ายก็ตาย หายใจเข้า ไม่หายใจออกก็ตาย ดังเช่นท่านมีแต่แรงอาฆาต ไม่รู้จักให้อภัย เปรียบกับตายเช่นกัน เพราะชาติต่อไปมีแต่ตกต่ำ และยังมาฆ่าเราในการปฏิบัติ ทำให้เกิดปิดข้ออื่นตามมา ทำให้ต้องเกิดเป็นสัตว์ เป็นยักษ์ เป็นมาร ดูอย่างพระเทวทัต เพราะอิจฉาข้อเดียวทำให้กรรมหนัก ถึงขั้นจะฆ่าพระพุทธเจ้า ขอท่านจงปล่อยวาง อย่ายึดติด และให้อภัย ถือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีเกิด มีดับ มีชาตะ มีชรา มรณะ เป็นที่มาและที่ไป พอเขาได้ฟังเช่นนั้น เขาจึงมีสติก้มลงกราบท่าน

    ท่านก็รีบห้าม แล้วมองดูตัวเองรู้สึกตัวเบา และกลับเข้าร่าง

    พอรู้สึกตัวได้ ใกล้สว่างพอดี จึงลุกขึ้นสวดมนต์ พอสว่างท่านจึงเดินออกไปดูพบรอยเท้าเสือขนาดใหญ่

    พระอาจารย์ยกพล เมื่อได้ศึกษาวิชาพระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ซึ่งศึกษาจากหลวงปู่ทองจนสำเร็จแล้ว ท่านก็กลับไปอยู่ปฏิบัติธรรมที่ถ้ำหอม-ถ้ำนาคา ปฏิบัติจนอยู่มาวันหนึ่งก็ได้ยินเสียงลึกลับมาบอกให้ท่านเดินทางไปถ้ำทอง ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก เมื่อได้ยินเสียงบอกให้ไปที่ถ้ำทองอย่างนี้บ่อยครั้งเข้า

    ในวันต่อมาจึงได้เดินทางไปที่ถ้ำทอง ซึ่งอยู่ตรงหุบเขาพญาฝ่อ เมื่อไปถึงก็เป็นเวลาใกล้ค่ำพอดี จึงเข้าไปที่ภายในถ้ำทอง พอหาที่พักได้ในที่เหมาะมุมหนึ่ง พระอาจารย์ก็รีบเข้านั่งกรรมฐานทันที เพราะเวลานั้นเป็นเวลาที่มีอากาศเย็นสดชื่นมาก และทันทีเมื่อจิตสงบ พระอาจารย์ก็พบเข้ากับเจ้าที่ หรือเจ้าของถ้ำทองที่เดินเข้ามาหาในสมาธิ พร้อมกับเสือตัวโต ตัวใหญ่ตัวหนึ่งด้วย เจ้าถ้ำหรือเจ้าที่เมื่อเข้ามาหาใกล้ๆ ก็รีบเข้าไปกราบท่านอาจารย์ ก่อนที่จะบอกว่า เขาและเสือของเขา จะเป็นผู้รับอาสาพาท่านพระอาจารย์ เดินทางไปส่งถึงถ้ำวัวแดง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีหลวงปู่พระเทพโลกอุดรเคยอยู่ ซึ่งถ้าเดินทางจากถ้ำทองนี้ไปก็จะผ่านถึงยังถ้ำจมูกก่อน ถ้ำจมูกที่มีรูเล็กพอเอาตัวรอดเข้าไปได้ ที่ถ้ำจมูกนี้ท่านพระอาจารย์จะพบพระที่อวดดีว่าตนเองมีกำลังแก่กล้าก่อน..

    เมื่อออกจากสมาธิ พระอาจารย์ก็ได้เดินทางไปยังถ้ำจมูก ตามที่เจ้าที่ในนิมิตบอก เมื่อเดินทางลัดเลาะเข้ามาเวลาหนึ่ง ก็ได้พบกับถ้ำจมูกที่มีรูเล็กพอที่จะเอาตัวรอดเข้าไปได้จริงๆ เมื่อรอดตัวเข้าไปภายในถ้ำจมูก พระอาจารย์ก็เจอเข้ากับพระรูปหนึ่งจริงๆ (ตามที่เจ้าที่ได้บอกได้ไว้) พระรูปดังกล่าวเมื่อนั่งสนทนากัน

    ในตอนหนึ่งท่านก็ได้กล่าวถามท่านพระอาจารย์ยกพลว่า ท่านกลัวเสือไหม?

    พระอาจารย์ก็ตอบไปว่า จะว่ากลัวก็กลัว แต่ในการมาธุดงค์นี้ ก็เพื่อมาค้นหาใจที่บริสุทธิ์ ไม่ได้คิดจะมาเบียดเบียนผู้ได เมื่อเจอเสือหากมันจะทำร้าย ก็คงเป็นเนื่องมาจากในชาติก่อนเราเคยได้ทำร้ายเขามา หากทำร้ายแล้วก็ให้มันหมดกันไป คือเสือหากอยากจะฆ่าเราก็จงฆ่าเอา แต่หากเมื่อชาติก่อนเราไม่เคยได้ทำร้ายกันมาก่อน มาชาตินี้เมื่อเจอกันก็ขออย่าได้สร้างเวรสร้างกรรมต่อกันเลย...

    เมื่อกล่าวกับพระในถ้ำจมูกออกไปอย่างนี้ ในตอนหนึ่งพระในถ้ำจมูกท่านก็แสดงอาการหัวเราะขึ้น ก่อนที่จะกล่าวอย่างผู้เรืองวิชาว่า เรื่องของเสือของสางนั้นท่านไม่กลัว ท่านสามารถควบคุมเสือได้ ฉะนั้นเมื่อมาพบท่านแล้ว ทุกอย่างไม่ต้องกลัวแม้เขตแดนถิ่นนี้จะมีเสืออยู่ชุกชุมอย่างไร ก็ไม่ต้องกลัว (สบายใจได้)

    เมื่อพระภิกษุผู้อยู่ก่อนแสดงอาการอวดเก่งอย่างนั้น ในตอนหนึ่งพระอาจารย์ยกพลจึงกล่าวว่า ในคืนนี้ขอไปนอนจำวัดที่ป่ากล้วยหน้าถ้ำดีกว่า เพราะภายในถ้ำจมูกนี้แลดูคับแคบไป..

    เมื่อปลีกตัวจากพระที่อ้างตนว่าควบคุมเสือได้ และออกมาข้างนอกได้แล้ว พระอาจารย์ยกพลท่านก็หาที่เหมาะพักนั่งปฏิบัติสมาธิทันที และทันทีที่จิตเข้าสู่สมาธิ ท่านก็พบกับวิญญาณเจ้าของถ้ำพร้อมกับเสือตัวใหญ่นั้นอีกครั้ง คราวนี้เจ้าของถ้ำผู้มาพบ ก็ได้บอกท่านว่า อีกประเดี๋ยวจะให้เจออะไรดีๆ คือจะทำให้พระที่อวดดีท่านได้เห็นเสือใหญ่จริงๆ แต่จะไม่ทำอันตรายถึงตายหรอกเพียงแต่จะสอนให้ลดความอวดดีลงเท่านั้น

    ว่าดังนี้แล้วทันทีท่านก็ได้ยินเสียงร้องของพระในถ้ำจมูกที่วิ่งออกมาด้วย อาการตกใจกลัวอย่างสุดขีดออกมาจากภายในถ้ำ ก่อนที่จะรีบบอกลาท่านอาจารย์ว่า “ผมอยู่ไม่ได้แล้ว ท่านด้วยแหละ หนีลงไปจากเขานี้เถอะ ขืนอยู่ที่นี่ต่อไปคงโดนเสือใหญ่คาบไปกินแน่”

    พระรูปนั้นพูดด้วยน้ำเสียงและอาการกระหืดกระหอบ แต่พระอาจารย์ก็ทำเฉยเสีย เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่างท่านทราบมาก่อนแล้ว


    กลับมาที่ถ้ำทอง ได้เจอหลวงปู่ใหญ่
    เพราะ วิญญาณเจ้าที่เข้าไปบอกในนิมิตก่อน พระอาจารย์ยกพล จึงไม่ลงจากเขาตามพระรูปนั้นไป แต่ท่านกลับไปที่ถ้ำทอง สถานที่เคยนั่งปฏิบัติธรรมเดิม ภายในถ้ำอาจารย์ยกพล ท่านเล่าความสวยมหัศจรรย์ว่า เป็นถ้ำอยู่บนยอดเขา ข้างในกว้างใหญ่มาก บริเวณใจกลางถ้ำมีแท่นใหญ่สี่เหลี่ยม เรียกว่าแท่นแสดงธรรมสูงท่วมหัว เป็นแท่นคล้ายมีคนตัดแต่งเอาไว้มองคล้ายแท่นหินศักดิ์สิทธิ์ ที่เมืองเมกกะ เมื่อใช้เทียนจุดส่องดูจะแลดูมีประกายสวยงามมาก เหมือนมีเทวดามาสร้างไว้ บริเวณบนแท่นนั้นเมื่อใช้มือลูบคลำ ก็หามีผงธุลีติดเกาะอยู่ไม่ ทำให้คิดไปว่าเมื่อมีพระปฏิบัติดีท่านเข้ามาอยู่ คราวใดท่านได้ขึ้นนั่งบนแท่นเพื่อแสดงธรรม เทวดาผีสางผู้มีกายทิพย์ ทั้งหลายต่างพากันนั่งฟังธรรมอย่างเป็นระเบียบ คิดอย่างนี้พระอาจารย์บอกว่า นึกถึงรูปภาพตามวิหารโบสถ์วิหารที่พระท่านแสดงธรรม ทั่วบริเวณจะมีเทวดามานั่งฟังกัน แลดูน่าชม เพราะเทวดาบางท่านจะมีแสงโอภาสสว่างไสวด้วย... ยืนจับลูบคลำแท่นหินที่สวยงามอยู่ สายตามองไปทั่วบริเวณรอบ ๆ แท่นหินเห็นว่าราบรื่นสะอาดตาดี จึงได้เดินจงกลม เดินรอบๆ แท่นหินนั้น เดินอยู่นานด้วยอารมณ์สงบ ตกเย็นจึงเกิดอาการเมื่อยล้า จึงได้หยุดพักเอนกายลงนอน ขณะนอนหลับจำวัดไปได้ซักพักหนึ่ง ตื่นลืมตาดูไปทั่วบริเวณถ้ำทอง

    ทันใดสายตาก็พบเข้ากับพระภิกษุร่างกายสูงใหญ่ท่านหนึ่ง นั่งทำสมาธิอยู่บนแท่นหินแท่นนั้น สายตามองดูพระรูปนั้นที่ท่าทางมีสง่าราศี ผิดกับพระทั่วไป มองดูท่านอยู่ด้วยอาการตะลึงอยู่นั้น พระที่ร่างกายสูงใหญ่มีสง่าราศีที่ขณะมองดูท่านอยู่ ทันใดเหมือนท่านจะรู้ใจ(กำหนดใจของผู้อื่นได้)

    พระรูปนั้นท่านก็หันมามองพร้อมรอยยิ้มแห่งความเมตตา ก่อนที่ร่างนั้นจะหายไป...เมือสติกลับมาก็ให้รู้ได้ทันทีว่า พระที่เราเห็นนั้นท่านไม่ใช่พระธรรมดาในตอนนั้น

    พระอาจารย์เล่าว่าท่านรู้สึกอายใจว่านี่ยังไม่ทันจะมืดค่ำ ดึกดื่นเลย จะมามัวนอนอยู่ได้ เมื่อเรามาสู่ป่าเขาเพื่อหาทางปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ควรรีบทำในสิ่งที่ตั้งใจมา มิฉะนั้นคงเสียเวลาเปล่าในการเดินทางที่ต้องผจญอันตรายมากมาย ท่านจึงเข้ากรรมฐานไปได้ซักพักใหญ่ ทันใดก็รู้สึกหนักที่ปลายเท้ามีอาการหนักขึ้นทุกที จึงได้ค่อยๆ ประคองจิตออกจากสมาธิเพื่อลืมตาดู ทันใดนั้นอาการขนลุกขนชันก็เกิดขึ้นเพราะมีงูจงอางขนาดใหญ่มาขดทับที่ปลาย เท้าท่าน ด้วยความตกใจอันเป็นธรรมดาของผู้เจอภัย วินาทีนั้นพระอาจารย์เล่าว่าท่านรีบหลับตาภาวนาพุทโธๆๆ ไปเรื่อยๆ โดยไม่กล้าขยับกายแต่อย่างใด ในความตื่นตระนก จิตใจในตอนนั้นจึงไม่หนีออกไปข้างนอกอย่างทุกที แต่จิตกลับอยู่กับตัวโดยจับอยู่ที่ลมหายใจแต่อย่างเดียว จนรู้สึกแขนขาของตนเองได้หายไปหมดแล้ว ตอนนั้นไม่มีตัวตนทุกอย่างมันฉีกออกไปจากตัวแล้ว มีความรู้สึกอย่างนั้นสักครู่หนึ่งก็ลองลืมตาขึ้น ก็ไม่ปรากฏงูจงอางตัวใหญ่นั้นอีก จิตที่อยู่กับลมหายใจจึงค่อยสบายกายขึ้น เมื่อลืมตามองไปข้างหน้าทันใด ได้เห็นพระรูปกายสูงใหญ่ท่านนั้นอีก ตอนนี้ท่านได้ยืนชี้นิ้วมองไปข้างหน้าผนังถ้ำ ที่บัดนั้นปรากฏภาพสตรีสวยงามมาปรากฏร่างให้เห็น ภาพสตรีผู้นั้นมองมายังท่าน ก่อนที่จะยิ้มให้ ภาพที่เห็นดังกล่าวมิได้ทำให้จิตของพระอาจารย์หวั่นไหวตามไปไม่เพราะจิตตอน นั้นเพิ่งจะถอนออกจากความกลัวที่เจองูใหญ่ ซึ่งจิตที่ไม่ตามความงามของหญิงสาวนั้นไปด้วย ทันใดนั้นทำให้นางงามในร่างเทพธิดา มีอาการหน้าบึ่งตึง...เหมือนไม่พอใจฝ่ายที่อยู่ตรงหน้า เปลี่ยนเป็นเอามือทั้งสองข้างจับปากสองข้างตนเองฉีกออก มือจับหนังหัวถลกขึ้น อีกทั้งแขนขาหน้าอกก็ดึงออก(หนังที่หุ้ม) ก่อนที่จะออกมายืนอยู่ข้างหน้าพระอาจารย์ ในสภาพร่างที่น่าเกลียด อย่างนั้น ทันใดนั้นก็มีเสียงของหลวงปู่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ท่านได้พูดขึ้นว่า “ดูเอาไว้เป็นตัวอย่างนะ ถึงจะสวยงามอย่างไร เป็นหญิงหรือเป็นชายเมื่อได้ถลกหนังออกมาก็เป็นเพียงเนื้อหุ้มกระดูกอย่าง นี้แหละ ไม่เป็นหญิงไม่เป็นชาย และไม่มีหญิง ไม่มีชาย ดวงจิตของเราจะบอกอย่างนั้น เหมือนน้ำที่เราตักใส่แก้วก็เป็นแก้วใสอยู่อย่างนั้น เมื่อนำตักใส่ในขวดก็จะเป็นขวดอยู่อย่างนั้นวิบากกรรมของคนเราก็เช่นกัน ทำกรรมชั่วก็เกิดเป็นสัตว์ ทำกรรมดีก็เกิดเป็นคนเป็นเทวดา ถ้าทำดีมากๆ ก็เกิดเป็นคนก็จะหน้าตาดี มีร่างกายสวยงาม เช่นเดียวกับน้ำขุ่นและน้ำใส หน้าของคนเราก็เปรียบได้เช่น อวิชาชา หนังเนื้อกระดูก เปรียบได้ดัง โลภะ, โมหะ, โทสะ” เมื่อเสียงของหลวงปู่หายไป จิตของท่านอาจารย์ก็คลายออกจากสมาธิ

    ตอนนี้เป็นจิตธรรมดา ไม่กลัวภัยอะไรอีกแล้ว งูจงอางก็หายไปแล้ว ภาพสวยงามและน่าเกลียดนั้นก็หายไปแล้ว

    ตอนนั้นพอท่านเดินออกมานอกถ้ำก็เป็นเวลาเช้าของวันใหม่ ทันใดก็ได้พบกับ ข้าวที่ใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ ที่เป็นเหมือนข้าวหลามเผาบ้านเราอย่างนั้น กระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุข้าว ยังมีอาการร้อนๆ อยู่ เสียงหลวงปู่บอกกระซิปมาตามสายลมว่าหยิบเอาขึ้นมาฉันเสียเถอะ ชาวลับแลเขานำมาถวายให้...

    จากนั้นท่านจึงเดินทางมาทางภูเขียว พบกับคณะของเณรหนึ่ง กับเณรชัย ซึ่งออกตามหาอาจารย์พอดี ถึงหมู่บ้านหนึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆอยู่ในป่า อยู่กันแบบกระจัดกระจาย มีประมาณไม่เกิน 12 หลังท่านพาลูกศิษย์ปักกลดอยู่ห่างหมู่บ้านพอสมควร
     
  15. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    [​IMG]
    กระสือใส่บาตร
    พอตกค่ำ หลังจากที่ฉันน้ำต้มฝากแดง ที่ลูกศิษย์ต้มถวายแล้ว ท่านมองไปทางชายป่าเห็นลูกไฟดวงโต ลอยขึ้นตรงชาป่าห่างพอสมควร ท่านรู้ทันทีนั่นเป็นไฟของกระสือ

    จึงชี้ให้ลูกศิษย์ดูจากนั้นท่านไม่สนใจอะไรพาลูกศิษย์ปฏิบัติเสร็จ จึงจำวัดพอเช้าท่านได้สั่งลูกศิษย์ ถ้าเจอบ้านไหนมีมะนาวให้เอามาด้วย แล้วจึงออกบิณฑบาต

    มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่บาตรท่านอาจารย์ แต่มีอาการกลัว จึงลัดมาใส่กับลูกศิษย์ของอาจารย์แทน พอมาถึงที่พัก อาจารย์ให้ลูกศิษย์เลือกเอาข้าวที่มีสีออกคล้ำๆ และมีจุดแดงปนในเมล็ดข้าวออกมาวางไว้ตรงโคนต้นไม้และเป็นข้าวเหนียวด้วย จึงเลือกออกมาได้ง่าย พอฉันข้าวเสร็จ ท่านอาจารย์ให้ลูกศิษย์นำมะนาวมาแล้วท่านจึงเสกแล้วบีบลงไปที่ก้อนข้าว ปรากฏว่า ข้าวนั้นมีของสกปรก ปฏิกูลผสมอยู่มาก

    ท่านอาจารย์บอกว่านั่นเป็นข้าวที่กระสือใส่บาตร ตอนกลางวันเขาจะเป็นคนปกติเช่นเราทุกอย่าง จากนั้นท่านเดินทางเรื่อยมาผ่านภูเขียว ภูแลนคา มาหนองบัวแดง คืนหนึ่งระหว่างที่ท่าจำวัดอยู่ ท่านฝันเห็นหลวงปู่ใหญ่มาหาให้ไปบำเพ็ญบุญเอาหินไม้งิ้วดำที่ถ้ำหอมของชาวลับแล แล้วท่านจำได้ว่าอาจารย์ของท่านเคยบอกเช่นกันว่า ถ้าเอาออกมาได้จะเสริมวาสนา

    จากนั้นท่านจึงธุดงค์จากหนองบัวแดงมาเพื่อจะไป ถ้ำวัวแดงและเข้าป่าลึกหาถ้ำหอม มีครั้งหนึ่งเดินทางถึงเนินเขาเล็กๆ ซึ่งออกจากป่า มองไปอยู่ตรงกลางพอดี เดินเข้าไปหน่อยจึงพบคนอยู่ไกลๆ ทำมือคล้ายจะเรียกแต่ฟังไม่ชัด แต่เณรที่ไปด้วยบอกว่า ช่วงมองลงเนินข้างหลังเห็นคนทำมือคล้ายจะไล่ แต่อยู่ไกลจึงไม่ค่อยรู้เรื่อง

    ในช่วงที่ท่านธุดงค์อยู่นั้น ท่านระลึกถึงหลวงปู่ใหญ่ แล้วบริกรรมถึงท่าน และต่อด้วยคาถาเทพชุมนุมบทเล็ก และบอกให้เพื่อนสหธรรมิกเดินเป็นแถวต่อจากท่าน ท่านเดินนำหน้า ด้านข้างสองด้านเป็นผนังผาสูงไม่มากเท่าไร พอสักหน่อยจึงได้ยินเสียงระเบิดทั้งสองด้าน หินด้านซ้ายกระเด็นข้ามหัวไปด้านขวา หินด้านขวากระเด็นข้ามหัวไปด้านซ้าย ฝุ่นทั้งสองข้างเต็มไปหมด และช่วงนั้นท่านอาจารย์ได้มองเห็นเป็นหลวงปู่ใหญ่ ใช้ผ้าสังฆาฏิยืนปัดอยู่ตรงกลางปรากฏว่า ทั้งท่านและหมู่คณะไม่มีใครโดนสะเก็ดหินเลยสักคน และมองเห็นทางคล้าย ๆ กับเราอยู่ในอุโมงค์หลอดแก้วจะมีฝุ่นติดหน่อยช่วงจะเดินทางออกพ้นพอดี

    คาถาเทพชุมนุมบทสั้น คือ “โภนโตเทววาสังขโย สัพเพอินทรา พรหมานุพยัญชนะ สัพเพเทวะกาโย รักขันตุ สัพเพเทวตา” พระคาถาบทนี้เทวดาในหมื่นโลกธาตุทุกองค์มารักษาบุคคลนั้นไม่ขาด ไม่ต้องอุบาทว์ และโรคภัย

    ถ้าภาวนาทุกเช้าค่ำจะได้เป็นเจ้าใหญ่นายคน ไปทางไหนไม่อดอยาก จะมีแต่ความสุขสวัสดี ภาวนาทุกเช้าค่ำอานิสงส์มากนัก

    [​IMG]
    สู่ถ้ำหอมพบเพชรพญางิ้วดำได้เรียนวิชากับพระภิกษุชาวกระเหรี่ยง
    จากนั้น ท่านพระอาจารย์ยกพล กับหมู่คณะจึงเดินเข้าป่า ตรงสู่ถ้ำหอม พบสิ่งต่าง ๆ จนถึงถ้ำหอมเมื่อพระอาจารย์และคณะมาถึงหน้าถ้ำ มีลมพัดออกมาจากในถ้ำ อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมลอยออกมา สร้างความแปลกใจแก่หมู่คณะเป็นอย่างมากที่ในถ้ำนั้นสะอาด และพื้นยังเรียบสะอาด และยังมีลมพัดออกมา ทั้งมีเสียงคุยกันเบาๆ คล้ายเขาดีใจ

    เมื่ออาจารย์ยกพล จุดธูปบอกเจ้าที่ เจ้าถ้ำ เจ้าเขา เสียงนั้นจึงหายไป พอแต่ละรูปจัดที่พักในถ้ำเสร็จหมด และทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว จึงพากันปฏิบัติตามมุมถ้ำต่าง ๆ เพราะถ้ำหอมเป็นถ้ำที่กว้างและใหญ่ และแต่ละรูปพูดเหมือนกันหมดว่า ได้ยินเสียงคุยกันมากเสียงสวดมนต์บ้าง

    พอถึงเช้าจึงพากันมาถามอาจารย์ ท่านได้บอกว่า นั้นเป็นเสียงของชาวลับแลที่เขามาเฝ้ารักษาเรา บางพวกเขามาสวดมนต์กัน และในแต่ละวันได้พบสิ่งแปลกๆกันมาก พระบางรูปออกมานอกถ้ำ ได้เห็นแสงพุ่งลงมาหลังถ้ำหอมเพราะข้างบนเป็นพื้นเรียบสวยงามมาก มีหินใหญ่เล็ก และมีธรรมชาติสวยงามมาก บางที่มีแสงขึ้น บางที่มีแสงพุ่งลงมา อีกทั้งพระที่มาด้วยบางรูปเกิดกลัวสิ่งแปลกๆที่เกิดขึ้นแต่ละวันรวมถึงการ ใช้ดำรงชีพที่ลำบาก ได้ขอลากลับ ทั้งที่ปฏิบัติได้ไม่ถึงเดือน พอได้เดือนที่ ๒ เข้าเดือนที่ ๓ ท่านอาจารย์ได้หมั่นปฏิบัติ กรรมฐาน และท่านได้นิมิตเห็นชาวลับแลเดินทางเข้ามาหา และบอกว่า ให้ท่านลองขึ้นไปดูด้านหลังของถ้ำ เพราะจุดที่ท่านอาจารย์และหมู่คณะเห็นเป็นดาวตก และบางทีมองเห็นเป็นลูกไฟลอยขึ้น

    ณ จุดนั้นมีไม้งิ้วดำกลายเป็นหินอยู่ และในละแวกเดียวกันมีหินดาวตก หรืออุกามณี จะพบอยู่บริเวณนั้นมาก เพราะเวลาชาวลับแลลงมาจุติจะลงมาพร้อมหินชนิดนี้ หรือเทพบางองค์ที่จะมาดูแลบริเวณนี้ จะเป็นดาวตกลงมาเพราะมาทำความเคารพไม้งิ้วดำท่อนนี้ และอีกส่วนหนึ่งพวกเราได้เก็บรักษาไว้ในเมืองลับแล และส่วนนี้เราชาวลับแลขอมอบถวายให้แก่พระอาจารย์ เพื่อเอาไปช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลาย อีกทั้งยังช่วยกันภัย และพบกับความสุข ความเจริญ

    เมื่อพูดจบเขาก้มลงกราบท่านแล้วหายไป พอพระอาจารย์ยกพลคลายออกจากสมาธิ ทำวัดสวดมนต์เสร็จท่านพระอาจารย์ได้พาลูกศิษย์ขึ้นสำรวจหลังถ้ำ ก็ได้พบไม้งิ้วดำกลายเป็นหิน หรือที่เรียกกันว่า เพชรพญางิ้วดำ

    พอท่านอาจารย์พบแล้วจึงให้ลูกศิษย์ช่วยกันขนลงมา หลังจากนั้นพอครบ ๓ เดือน ท่านให้ศิษย์นำไม้งิ้วดำแช่น้ำไว้ที่กระจวน อยู่ใกล้กับรอยพระพุทธบาทเขายายหอม เพื่อทำพิธีล้างอาถรรพณ์ และนำมาปลุกเสกเสริมมงคล จากนั้นพระอาจารย์เดินธุดงค์ต่อที่เพชรบูรณ์ เข้าสู่จังหวัดพิษณุโลก และที่จังหวัดพิษณุโลกนี้เอง ที่ท่านอาจารย์ได้พบกับเหตุการณ์แปลกๆ

    เมือท่านธุดงค์ถึงป่าแห่งหนึ่ง ซึ้งตรงนั้นจะมีต้นตาลเรียงกัน ๓ ต้น และด้านข้างยังมีต้นโพธิ์อยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงเย็น ท่านอาจารย์ยกพลจึงให้ลูกศิษย์หาที่พักกันและกำชับลูกศิษย์ห้ามพักใต้ต้นตาล เพราะกลัวอันตรายจากลูกตาล

    เมื่อพระอาจารย์เริ่มเข้าสมาธิได้สักพักหนึ่ง พอจะจำวัด ก็ได้ยินเสียงลูกตาลหล่นลงมาใกล้กลดท่านบ่อย และกลิ้งมาใกล้กลดท่านบ้าง ส่วนทางด้านสามเณรก็เช่นกัน จนเณรถามอาจารย์ ท่านบอกไม่มีอะไร เมือท่านหลับตาลงสักพัก ได้ยินเสียงร้อง “อาจารย์ครับช่วยผมด้วย” ถึงจะผิดกฎการธุดงค์ (เมื่อถึงเวลากลางคืนห้ามออกจากกลดจนกว่าจะสว่าง) อาจารย์หาได้สนใจไม่เพราะเป็นห่วงลูกศิษย์ที่ร้องขอความช่วยเหลือ และไม่คิดกลัวต่ออันตรายท่านเปิดกลดออกมา ก็เห็นต้นตาลเพิ่มขึ้นอีก ๒ ต้น พอมองตามขึ้นไป กลับไม่ใช่ต้นตาล เพราะภาพที่เห็นคือเปรตสูงผอม มือหนึ่งแบกสมบัติ อีกมือหนึ่งจับลูกตาลโยนไปทางกลดของเณร และที่ด้านหลังของเปรตตนนั้นท่านเห็นเป็นเงาลักษณะเหมือนคน เดินหนีฝนรีบเดินเข้ามา

    ท่านอาจารย์จึงร้องทักเตือนเขา เขาก็ยืนมองซ้าย มองขวา และตัวเขาก็สูงขึ้น กายเป็นเปรตอีกตนหนึ่ง และท่านอาจารย์ยกพลได้ยินเสียงร้องออกมาว่า “พวกท่านจงออกไปจากเขตของเรา สมบัติของเรา เราไม่ให้ใคร”

    ท่านอาจารย์เล่าว่า เสียงที่เกิดขึ้นเป็นเสียงกังวานในจิต ไม่ได้ได้ยินมาตามอากาศ น่ากลัวมาก ท่านจึงอธิฐานตอบกลับไปว่า “เราไม่ได้มาเอาอะไรของท่าน เราไม่ได้มีสมบัติอะไร และไม่รู้จะเอาไปทำไม เราไม่อยากแบบภาระ แบกสมบัติให้เป็นเช่นท่าน และอันที่จริงตัวอาตมาเปรียบเป็นผีเช่นท่าน เพียงแต่ยังมีกายเนื้ออยู่เท่านั้น ถ้าอาตมาจับแขนก็มีกระดูกแขน จับหัวก็มีกะโหลก เพียงแต่จิตยังไม่ออก กายเนื้อยังไม่ตาย”

    จากนั้นท่านจึงอุทิศส่วนกุศลให้ พร้อมระลึกถึงหลวงปู่เทพโลกอุดร และบทสวดเทพชุมนุม ภาพเปรตจึงหายไป

    ท่านจึงเดินไปดูสามเณร เณรนั้นกลัวมาก ท่านต้องพูดปลอบใจจนดึก และให้เณรอีกรูปมานอนเป็นเพื่อนจนเวลาใกล้สว่างท่านจึงได้จำวัด

    พอตอนเช้าจึงสอนธรรมะเรื่องวิญญาณกับสังขาร ให้เณรฟัง และสอนวิชาให้ไว้ป้องกันตัว และอาจารย์ได้ถามว่าจะร่วมเดินทางธุดงค์ต่อไปกับท่านไหม เณรจึงตอบว่า ตัวเณรเคารพอาจารย์และศรัทธาอาจารย์มาก ถึงกลัว ก็ยังอยากติดตามไปต่อ เณรกล่าวว่า เมื่อคืนเขาตังสติไม่ทันเลยกลัวมากๆ ทั้งๆที่อยู่กับอาจารย์ ได้พบได้เจอเรื่องแปลกๆมามาก แต่ยังอยากขอร่วมเดินทางไปกับอาจารย์ด้วย จากนั้นพระอาจารย์ยกพล ได้ธุดงค์มาถึงจังหวัดตาก แถบอำเภอแม่สอด ในป่าแถวหลังศาลพระวอ การปฏิบัติดีขึ้นพอสมควร เณรมีกำลังใจกล้าแข็งขึ้น จากนั้นจึงเดินลัดเลาะมาตามป่าเขา ลัดไปทางอำเภอพบพระ ซึ่งพระอาจารย์ได้เจอพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวกระเหรี่ยงยังพาไปพบอาจารย์ของท่าน ซึ่งเป็นพระดี ปฏิบัติดี และแปลก ส่วนมากจะเพ่งไปในทาง เกิด ดับ การตัดอารมณ์ ท่านชอบสันโดษอยู่ตามถ้ำตามป่าเขา ท่านยังเมตตาถ่ายทอดวิชา ซึ่งเป็นภาษาที่แปลก เมื่อท่านอาจารย์ได้รับการถ่ายทอดวิชามาแล้วจึงได้กราบลาพระภิกษุชาวกระเหรี่ยงแล้วธุดงค์ต่อไปอำเภออุ้มผาง และกลับมาทางคลองลาน และธุดงค์กลับมา ยังเขายายหอมเช่นเดิม


     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 ธันวาคม 2010
  16. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275

    พบสหธรรมิก รับปริศนาธรรม
    แล้ว ท่านก็เดินออกจากบ้านกุดยม ผ่านทางหนองเรือ เข้าเขตจังหวัดขอนแก่น และยังผ่านอีกหลายหมู่บ้าน จนถึงหมู่บ้านหนึ่งซึ่งพระอาจารย์ยกพลจำไม่ได้ว่าชื่อหมู่บ้านอะไร แต่ท่านจำได้อย่างหนึ่งคือ หมู่บ้านนั้นอยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านที่ชื่อหมู่บ้านฝังเจ็ด เพราะโยมที่หมู่บ้านนั้นมาอุปัฏฐากท่าน

    ซึ่งที่หมู่บ้านนี้เองท่านอาจารย์ยกพลได้พบกับสหธรรมิกซึ่งเป็นพระธุดงค์ 2 รูปคือ ท่านเกตุเมืองกับท่านคำเมือง ซึ่งพอตอนเย็น ท่านเกตุเมืองได้ชวนอาจารย์ไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ท่านอาจารย์ก็ตกลงไปด้วย ท่านเกตุเมืองและพระอาจารย์ก็พากันเดินลัดป่า กว่าจะถึงที่หมายก็เป็นเวลา 2 ทุ่ม ท่านเกตุเมืองก็พาเดินไปที่กุฏิเล็กๆหลังหนึ่ง

    เมื่อไปถึงท่านเกตุเมืองก็เรียกหลวงปู่ ทันใดก็มีเสียงออกมาจากกุฏิว่า “มีธุระอะไรกับหลวงปู่หรือ”

    ท่านเกตุเมืองก็เลยพูดว่า “อยากมาคุยกับหลวงปู่”

    ก็มีเสียงหลวงปู่ตอบกลับว่า “ถ้ามาคุยเฉยๆปู่ไม่คุยด้วย เพราะมันไม่มีประโยชน์ แต่ถ้ามาเรื่องปฏิบัติคุยได้ เพราะมีประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”

    ซึ่งคำพูดนี้เอง ทำให้อาจารย์มีความศรัทธาในตัวหลวงปู่ขึ้นมาทันที

    พอหลวงปู่ท่านอนุญาต ท่านเกตุเมืองก็พาอาจารย์ขึ้นไปกราบหลวงปู่ทันที หลวงปู่ท่านก็พูดเกี่ยวกับด้านปฏิบัติขึ้น ท่านว่า “จะเป็นพระหรือโยมก็ช่าง ถ้าไม่ขจัดนิวรณ์ออกไป การปฏิบัติ ก็ไปไม่ได้ ทั้งการถือตน ถือตัว การยึดติดทางร่างกาย สมบัติภายนอก และไม่ต้องไปหาที่อื่นให้ลำบาก เพราะธรรมก็คือธรรมชาติ มีเกิด ก็มีดับไป มีเกิดมีดับ ให้ดูแต่สังขารตัวเราก็พอแล้ว ถ้าชนะตนเอง ก็เท่ากับชนะคนอื่น รู้ตนเองก็เท่ากับรู้ธรรมะแล้ว”

    หลวงปู่ก็เล่าให้ฟังในสมัยที่ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในการรู้เหตุการณ์ต่างๆและการรู้จิตคน ท่านยังเล่าถึงภูพานคำ และถ้ำช้างว่ามีอยู่จริง วิญญาณเฝ้าสมบัติ และยังไม่ได้ไปเกิดนั้นยังมีอยู่มาก

    ท่านก็พูดให้ฟังถึงเรื่องอาถรรพ์ว่าช่วงที่ท่านธุดงค์ขึ้นไปบนภูพานคำตรง บริเวณถ้ำช้าง พอถึงหน้าถ้ำช้าง ท่านก็วางกลด และนั่งพัก ท่านนั่งพักได้ไม่ถึง 30 นาที ก็มีน้ำฉีดพุ่งขึ้นออกมาจากก้อนหินมาชนกลดและชนบาตรของท่านจนล้มระเนระนาด ท่านก็พิจารณาดูรูน้ำ ก็ไม่เห็นมีรูที่จะให้น้ำออกมาทั้ง 3 ด้าน ลักษณะของถ้ำเองก็คล้ายหน้าผา จะมีน้ำพุ่งออกมาได้อย่างไร พลันท่านก็รู้ทันทีว่าเจ้าที่แห่งนี้เป็นฝ่ายมาร เป็นมิจฉาทิฐิ ไม่อยากให้ท่านอยู่ ท่านก็ไม่อยู่ จึงได้ธุดงค์ต่อไป

    เมื่อเล่าจบแล้ว หลวงปู่ก็กลับมาพูดกับอาจารย์ว่า ถ้าท่านจะขึ้นไปปฏิบัติจริงๆ ก็จะเป็นการช่วยเจ้าที่ผีป่าแถวนั้นด้วย เขาจะได้พ้นทุกข์และจะเป็นกุศลต่ออาจารย์อย่างมาก หลวงปู่ท่านยังพูดเป็นปริศนาธรรมให้คิดว่า ยังมีสัตว์ 3 ตัว โดนขังอยู่ในกะลา มีคางคก หิ่งห้อยและแมงป่อง สัตว์ทั้ง 3 ตัวนั้นมันเข้าใจว่า กะลานั้นคือโลก เจ้าคางคกนั้นเข้าใจว่าตัวเองใหญ่ที่สุด ส่วนหิ้งห้อยก็เข้าใจว่าตัวเองคือแสงสว่าง มีความสำคัญที่สุด ฉลาดที่สุด ส่วนเจ้าแมงป่องนั้นก็เข้าใจว่าตัวเองคือเจ้ากำลังและมีพิษ ใครเข้าใกล้นิดหน่อยก็โมโห เจ้าอารมณ์ สำคัญว่าตัวเองเก่งที่สุด

    หลวงปู่ท่านทิ้งท้ายบอกให้ไปหาสัตว์ทั้งสามนี้ให้พบ และทำลายมันให้ได้ จากนั้นท่านอาจารย์และท่านเกตุเมืองก็พากันลาหลวงปู่กลับมาปฏิบัติต่อ ท่านอาจารย์กับท่าเกตุเมือง ก็นำปริศนาตลอดจนคำพูดที่หลวงปู่ได้ฝากไว้



    ตีปริศนาธรรมแตกเจอต้นสรรพยา
    ชาวบ้านในเขตนั้นส่วนมากจะชอบพระที่พูดเอาใจเก่ง ปากหวาน ชาวบ้านเขาไม่ชอบหลวงปู่ ชาวบ้านมักจะโจมตีท่านว่า ท่านดื้อรั้น พูดไม่ฟังทั้งที่ท่านเป็นโรคหอบ และหลายโรค ท่านยังอุตสาห์เดินบิณฑบาต ถ้าท่านจะเป็นลม ท่านก็จะพัก พอหาย ก็เดินต่อเพราะท่านถือคติ อัตตาหิ อัตโนนาโถ ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน

    หลังจากวันที่ได้เจอหลวงปู่ พระอาจารย์ยกพล ก็มานึกข้อธรรมที่หลวงปู่ได้ให้มาอีกครั้ง อาจารย์ก็เข้าใจทันทีว่าสัตว์สามอย่างนั้นคืออะไร
    คางคกเข้าใจว่าตัวเองใหญ่ที่สุด ทุกอย่างน่าจะเป็นของตน คือ โลภะ
    หิ่งห้อยเข้าใจว่าตัวเองสว่างเหมือนดวงอาทิตย์ และฉลาดที่สุดคือ โมหะ (ความหลง)
    ส่วนแมงป่องเจ้าอารมณ์ ใครเข้าใกล้ก็โกรธชูหาง เข้าใจว่าตัวเองเก่งที่สุดคือ โทสะ
    และกะลาคืออวิชชาครอบงำ

    พอตีปัญหาแตกท่านก็เดินทางขึ้นภูพานคำ หาถ้ำช้างทันที พอถึงภูพานคำ ก็จัดที่พักกันตามอัตภาพ คนละมุมกัน บางรูปก็อยู่ใต้ต้นไม้ ตามเพิงหินบ้าง ในช่วงนี้ท่านอาจารย์จะให้สวดมนต์ผีรัก กันทุกรูป

    วันหนึ่งในตอนเช้าลูกศิษย์ออกบิณฑบาตกันหมด เหลือเพียงอาจารย์อยู่รูปเดียว คือในการอยู่ที่ถ้ำช้างนั้น ต้องออกบิณฑบาตกันแต่เช้าจริงๆ พอสว่างเห็นลายใบไม้กันชัด ก็เร่งฝีเท้ากันเลย เพราะว่าระยะทางนั้นถือได้ว่าไกลทีเดียว หากนับจากถ้ำลงมาทางตีนเขา ก็ประมาณ 2 กิโลเมตร และจากตีนเขาไปหมู่บ้านหนองไผ่อีก 3 กิโลเมตร บ้างทีก็จะเดินบิณฑบาตไปทางบ้านห้วยยางบ้าง บ้านโคกสูงบ้าง รวมแล้วระยะทางไปกลับก็ประมาณ 10 กิโลเมตร หรือมากกว่านั้นแทบทุกหมู่บ้าน หรือบางครั้งก็ปีนเขาลงมาบิณฑบาตที่บ้านห้วยขี้เหล็ก แต่ทางนั้นลำบากมาก เพราะว่าเห็นหน้าผาชัน จะขึ้นลงแต่ละครั้งต้องใช้ความระมัดระวังกันมาก

    วันนั้นเป็นเวรที่อาจารย์ยกพลต้องเฝ้าถ้ำ พระอาจารย์เดินออกมาทางหน้าถ้ำ และมองขึ้นไปบนยอดไม้ ก็เห็นพระรูปหนึ่งนั่งอยู่กับสามเณร พระอาจารย์ก็รีบก้มลงกราบทันที แล้วเรียนถามว่าท่านชื่ออะไร ภิกษุรูปนั้นก็บอกว่าท่านเองนั้นชื่ออะไร และสามเณรเป็นใคร ท่านอาจารย์ก็รีบถามต่อทันที ทำไมมีข่าวว่าหลวงปู่มรณภาพแล้ว จะเป็นคนฝั่งลาวหรือฝั่งไทย ต่างเคยมาเผาศพหลวงปู่ทั้งนั้น

    ทั้งนี้เราต้องเข้าใจว่า พระที่เหนือกาลเวลานั้นมีอยู่มาก บางรูปชาวลับแลก็นิมนต์ไป เช่นพระรูปไหนที่มรณภาพ พอเผาแล้วไม่มีอัฐิ มีแต่เถ้าถ่าน นั่นก็แสดงว่าท่านรับนิมต์ไปอยู่อีกภพหนึ่ง และยังไม่ละสังขาร เป็นต้น ทุกๆสิ่งในโลกนี้นั้นมีเกิดและก็ต้องมีดับ บางอย่างอาจต้องใช้เวลามาก บางอย่างใช้เวลาน้อย

    ที่หลวงปู่มานี้ ก็เพื่อจะบอกว่า ต้นไม้ที่หลวงปู่นั่งอยู่นี้คือ ต้นสรรพยา สามารถใช้รักษาได้ทุกโรค แต่ต้องไม่เกินวิบากกรรม จะเป็นกิ่ง ใบ หรือราก ก็เป็นยาทั้งสิ้น พอพูดจบท่านก็ลุกหายเข้าไปในป่า

     
  17. wanakonth

    wanakonth เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2009
    โพสต์:
    2,153
    ค่าพลัง:
    +5,775
    มารอดูอยู่จ้า
     
  18. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    เจออสูรสิงหไกรพนาสูรย์

    ใน ช่วงนี้เองท่านอาจารย์ยกพลได้พาลูกศิษย์ปฏิบัติกันอย่างจริงจัง บางรูปก็ฝึกแบบ มโนมยิทธิ คือสามารถถอดจิตได้ บางรูปก็ติดต่อกับเจ้าที่ได้ ทุกรูปจะเรียนเหยียบเหล็ก เหยียบไฟ ไล่ผีกันได้แทบทั้งสิ้น การปฏิบัติรุดหน้ากันแทบทุกรูป เพราะบางรูปก็ฝึกแบบการเดินลม ของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต บางรูปอาจารย์ท่านก็สอนให้ฝึกแบบ อานาปานุสติ แล้วแต่จริต อาจารย์จะพาลูกศิษย์แผ่ส่วนกุศลผลบุญให้กับวิญญาณที่อยู่ที่ถ้ำด้วย

    วันหนึ่งขณะลูกศิษย์ของท่านกำลังนั่งสมาธิอยู่ พอคลายจากสมาธิก็มาหาท่านอาจารย์ทันที และได้เล่าให้อาจารย์ฟังว่าเจออสูรสิงหไกรพนาสูรย์ เขาจะมาขอลองฤทธิ์กับท่านอาจารย์และเหล่าลูกศิษย์ ที่มาปลดหล่อยวิญญาณลูกน้องเขา มีทั้งผีป่า สัมภเวสี ผีทหาร นักรบ และพระที่มรณภาพที่นี่

    ท่านอาจารย์ก็บอกว่าเรื่องนั้นท่านทราบอยู่ก่อนอยู่แล้ว เพราะช่วงที่ลูกศิษย์นั่งอยู่นั้น พระอาจารย์ก็นิมิตเห็นพ่อปู่พญานาค ท่านมาบอกเช่นกันว่าหลวงปู่ให้มาเตือนภัย และให้คอยช่วยเหลือ ถ้าเกิดฟ้าครึ้ม หรือฟ้าร้องเฉพาะบริเวณถ้ำ นั่นคือฤทธิ์ของเขา ให้รีบพากันเข้าถ้ำ ทันใดนั้นมีฟ้าผ่าลงมาที่หลังถ้ำ บรรดาลูกศิษย์ที่ฝึกธรรมอยู่หลังถ้ำก็รีบมาบอกท่านอาจารย์ว่า ตอนนั้นลูกศิษย์ของท่านกำลังเดินจงกรมอยู่ เห็นฟ้าสว่าง อยู่ดีๆ ก็มีฟ้าผ่าลงมา ฟ้าได้ผ่าลงมาหินกระเด็นออก 5 ก้อน พออาจารย์ได้ยินเช่นนั้นก็เรียกลูกศิษย์ลงมาทั้งหมด แต่ฟ้าก็ยังผ่าลงมาอีก ตอนนั้นเป็นเวลาบ่าย 3 โมง ท่านจึงบอกลูกศิษย์ให้เข้ามาในถ้ำให้หมด และให้สวดมนต์แต่ยังมีเณรหนึ่งและเณรเอ ที่ยังไม่เข้ามาและยังตะโกนท้าวิญญาณที่หน้าถ้ำ ปรากฏว่าฟ้าได้ผ่าลงมาตรงหน้าผาอีกด้านหนึ่ง และเศษหินกระเด็นมาถูกเท้าเณร แต่บาดเจ็บนิดหน่อย เพราะคล้องตะกรุดฝนเสน่ห์หา ที่อาจารย์ให้กันทุกรูป จึงรอดไป

    อาจารย์จึงเรียกศิษย์ทั้งสองเข้าถ้ำและให้ช่วยกันสวดพระปริตรกับธรรมวิชาต่อ และอาจารย์ก็ทำพิธีปลดปล่อยวัวธนู ไม่นานฟ้าก็กลับมาสว่างเช่นเดิม

    แล้วอาจารย์ท่านก็ให้ลูกศิษย์ทำวิชาเปิดกรรม เรียกวิญญาณอสูรสิงกไกรพนาสูรย์ มาเข้าร่างสามเณร พอมาเข้าแล้ว พระอาจารย์ก็ถามถึงสาเหตุที่เขาโกรธ เพราะพระอาจารย์และคณะ ได้ปลดปล่อยวิญญาณที่เป็นบริวารของเขา ท่านอาจารย์ได้ตอบว่ามันเป็นหน้าที่ของเรา หลวงปู่ท่านมอบหมายหน้าที่นี้ให้เรา ในเมื่อเราเป็นสงฆ์ มีสรรพสัตว์ เดือดร้อนต้องการขอให้ช่วยปลดทุกข์ที่มีอยู่ เราจึงไม่สามารถละได้ ดังเมื่อครั้งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเผยแผ่พระศาสนา เพื่อให้เหล่ามนุษย์ได้พบกับทางหลุดพ้น พบกับความสุขที่แท้จริง เราเป้นพระสาวกแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจึงนี่อยู่เฉยมิได้ ขอท่านโปรด เข้าใจ

    แต่อสูรสิงกไกรพนาสูรย์ ยังคงมีโมหะ ตกอยู่ในความโกรธ จึงไม่ยอมฟังเหตุผล พระอาจารย์ท่านจึงสวดพระคาถาพระพุทธเจ้าชนะมาร และต่อด้วย พระคาถา ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และบทกรดน้ำ และแผ่เมตตาให้มารจนอสูรสิงกไกรพนาสูรย์ สงบลง และออกจากร่างเณรไป



    เณรอยากเห็นพญานาค
    จากนั้น อาจารย์ยกพลท่านก็เดินทางกลับมาพักอีกด้านหนึ่งของเขายายหอม ซึ่งเป็นป่าทึบมีคลองน้ำไหลผ่าน เขาเรียกว่าคลองกระจวน ซึ่งในช่วงนั้นจะมีวังน้ำลึกพอสมควร ระหว่างที่พักปฏิบัติกับลูกศิษย์ ท่านให้เอาเพชรพญางิ้วดำแช่กลางคลองน้ำไหลในคลองกระจวน

    มีวันหนึ่งอากาศคล้ายฝนจะตก ท่านเห็นแสงขึ้นตรงกลางคลองน้ำ และลูกศิษย์ได้ยินเสียงร้องแปลกๆ จะว่าเป็นเสียงงูก็ไม่ใช่ เพราะเสียงจะกังวานไปทั่วบริเวณ เสียงดังยิ่งกว่าแมลงน้ำฝนหลายเท่า เสียงดังอยู่ 3 ชั่วโมง เป็นช่วงของวันพระตอนกลางคืน อาจารย์ท่านตรวจดูก็รู้ว่าเป็นพวกเงือก และพวกผีน้ำที่ขึ้นมาเคารพเทพที่อยู่ในไม้งิ้วดำที่อาจารย์เอาแช่ไว้กลางน้ำ

    วันหนึ่งได้มีพระที่ธุดงค์มาจากภาคเหนือสองรูป ท่านธุดงค์ผ่านมา ท่านอาจารย์จึงนิมนต์ให้พักปฏิบัติด้วยกันซักอาทิตย์ท่านเลยพักอยู่ด้วย หาปักกลดตามเพิกหิน พอตกค่ำมานั่งฉันน้ำฝาง และสนทนาธรรมกันว่าไปปฏิบัติที่ไหนมาบ้าง อยู่ดีๆก็มีเสียงร้องขึ้นมาจากกลางน้ำ เป็นเสียงผู้หญิง เป็นเสียงใสดังมาก คล้ายเป็นเสียงหอนของระฆังใบใหญ่

    พระรูปหนึ่งท่านมีอาการตกใจมาก และท่านพูดว่า เสียงนี้เป็นเสียงเงือกผมเคยธุดงค์ทางฝั่งพม่าเคยเห็นเขาเอาคนจมหายไปต่อ หน้าต่อตา

    พระอาจารย์สังเกตดู ก็น่าจะจริง เพราะเวลาวันพระ ลูกศิษย์จะไม่กล้าลงไปสรงน้ำที่นั่น ต้องชวนท่านไปด้วยหรือจะขอให้ท่านไปนั่งดูถึงจะกล้าลงสรงน้ำตรงนั้น

    ต่อมาจากที่พระธุดงค์ท่านขอเดินทางแสวงธรรมต่อ ก็มีญาติโยมทางซับใหญ่ เดินทางมาหาท่านอาจารย์ชื่อ พ่อใหญ่หวิน กับผู้ใหญ่จรัส เขาบอกว่ามีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง แถวนี้สงสัยจะมีอะไรดี เพราะมีพระชาวเขมรพยายามจะเข้าไป แต่ก็ไปอย่างมากแค่หน้าถ้ำ เพราะตรงนั้นจะมีเสียงคล้ายผึ้งคล้ายต่อเป็นฝูง จะบินเข้ามาทำร้าย บางทีก็จะมีงูใหญ่อยู่ใต้ดิน ถ้าฝืนเข้าไปก็จะมีงูจงอางมาไล่ จนพระรูปนั้นจ้างโยมเอามะนาวสี่ห้าร้อยลูกเอาไปเทไว้ตรงหน้าถ้ำ แต่เวลาจะเข้าไปใหม่ก็เป็นเช่นเดิม จนไม่กล้าลงไป

    พ่อใหญ่หวิน พ่อใหญ่จรัส และชาวบ้านอีก 3 คน พร้อมทั้งพระและเณรขอให้ท่านพาไปดู ท่านจึงตกลงจะพาไป พอเดินทางไปถึงปากถ้ำก็เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว

    ท่านอาจารย์ยกพลจึงจุดธูปบอกเทวดาเจ้าที่เจ้าทางว่า ที่ท่านมานี้เพื่อมาขอชมบารมี ไม่ได้มาลองดี และสิ่งไหนถ้าเป็นสมบัติของใครก็ขอให้เขาเจอ สิ่งไหนไม่เป็นสมบัติของใครก็อย่าให้เขาพบ และอาตมาขอแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลที่ทำให้แก่เจ้าที่เจ้าทาง ขอให้ท่านจงได้พบภูมิที่สูงขึ้นไป พออธิษฐานเสร็จ ท่านจึงพาทุกคนเข้าไปในถ้ำจนสุดก็ไม่พบอะไร แต่แปลกที่พื้นถ้ำแปลนเรียบสะอาด จากนั้นก็พาหมู่คณะกลับมาปฏิบัติกันปกติ

    สามเณรบานได้ถามท่านอาจารย์ว่า พญานาคมีจริงหรือเปล่าครับ ผมอยากเห็นจัง ท่านอาจารย์ก็ตอบว่ามี แต่จะเจอไม่เจออยู่ที่วาสนาเณรด้วย เขตนี้ก็เป็นเขตพระพุทธบาทเขายายหอม สมัยก่อนเขาก็ว่า พญานาคขึ้นมาฟังธรรมกับพระพุทธเจ้า และขอรอยเท้าให้คนสักการะบูชา เขาว่าพญานาคขึ้นมาบูชารอยพรพุทธบาทนี้บ่อย จากนั้นพระอาจารย์ก็พาสามเณรไปนั่งที่ฝั่งคลองกระจวน เป็นพะลานหินยื่นออกไป ข้างบนขึ้นไปที่ฝั่งตรงข้ามเป็นถ้ำพญางู ที่พาชมอาทิตย์ก่อน

    อาจารย์บอกเณรไว้ว่า มีอะไรห้ามตกใจ ห้ามลุกวิ่งเด็ดขาด และก็นั่งอยู่ใกล้น้ำนั่นเอง ท่านสวดอัญเชิญ จากนั้นก็อธิษฐานถึงบารมีที่ได้ทำมาจากการสร้างพระไตรปิฎก ซึ่งอานิสงค์ประมาณมิได้ กับการให้ทานปล่อยชีวิตสัตย์ และที่ได้ปฏิบัติพระกรรมฐานมา ขอให้ท่านพญานาคราชจำแลงกายมาให้เห็นด้วยเถิด จากนั้นท่านก็นั่งบริกรรมหัวใจน้ำ หัวใจพญานาค หัวใจทิพย์มนต์ หัวใจอิทธิฤทธิ์ (อาปานุติ อะงะสะ กะจะยะสะ อหังนุกา) ภาวนาไปจนเย็น

    เณรก็ลืมตาขึ้นมาบอกว่า อาจารย์ครับเรากลับกันเถอะ ผมรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรอยู่ใต้น้ำ ใต้แผ่นหินที่เรานั่งอยู่ ท่านจึงพุดให้ได้สติ ก่อนพากันกลับ

    พอกลับออกมาได้สักหน่อย ตอนนั้นเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ขึ้น 14 ค่ำ สามเณรจึงพุดขึ้นว่า อาจารย์ครับขอนไม้ที่ตะไคร้น้ำเกาะสีเขียวอยู่ใต้น้ำ ผมดูว่ายังกับมีชีวิต ผมว่าจะลุกหนี แต่อายอาจารย์ ผมเลยทนอยู่ จนทนไม่ได้ เลยขอให้อาจารย์พากลับ ท่านอาจารย์ก็สังเกตเช่นกันว่าขอนไม้มันขยับได้ พอสักหน่อยท่านอาจารย์ท่านนึกได้ว่า ลืมลูกประคำ ท่านบอกให้เณรนั่งรอตรงนี้ก่อน ท่านจะกลับไปเอาลูกประคำ
    พอท่านเดินผ่านชายป่า ตรงที่พุ่มไม้ ก็มองไปที่ลำธาร ท่านอาจารย์ก็เห็นงูใหญ่ชูหัวอยู่ตรงแอ่งน้ำ หน้าพะลานหิน ตัวคงจะใหญ่กว่าต้นมะพร้าวนิดหน่อย เกล็ดมีสีเขียวคล้ายมีพรายปรอทน้ำจับ มองคล้ายสะท้อนกลับจนเห็นได้ชัด หงอนเป็นสีแดงคล้ายหงอนไก่ มีขนเป็นแผงด้านหลัง ชูหัวจนสูงจนท่วมหัวคนบางทีเอาหัวลงน้ำแล้วก็ชูขึ้น ท่านเห็นภาพนี้อยู่ประมาณ 1 นาที จากนั้นก็ได้ยินเสียงก้องดังมาก คล้ายกับเสียงหอนของลำโพง ก้องไปไกลแล้วดำน้ำหายไป

    ที่แรกท่านอาจารย์ว่าจะไม่เอาลูกประตำ แล้วเราเป็นคนสวดเชิญท่าน ชมบารมีท่าน มันไม่ควรที่เราจะแสดงอาการกลัวท่านอย่างนี้ เมื่อนึกได้อย่างนี้ท่านจึงไปเอาลูกประคำ และอธิษฐานขอบคุณท่านพญานาค ที่มาให้ชมบารมี จากนั้นท่านก็รีบเดินทางมาหาเณรกลับที่พัก

    ขณะที่ทำวัตรสวดมนต์เสร็จ ก็นั่งฉันน้ำฝางต้มในป่าแถวคลองกระจวน ก็ก่อไฟต้มน้ำกันถึงเวลา 3 ทุ่ม โยมลือมองไปในป่าเจองูใหญ่ตัวหนึ่ง เกล็ดสะท้อนกลับแสงไฟ มองเป็นสีทองสวย พอส่องไฟฉายดูก็ยิ่งเลื้อยเข้ามาหา พอเข้ามาใกล้กองไฟ ก็หายไปเฉยๆ ทำให้ทั้งคณะแปลกใจ และตกใจมาก ท่านอาจารย์จึงนึกขึ้นมาได้ว่า เชิญพญานาคท่านมาแล้วลืมเชิญท่านกลับ อาจารย์จึงรีบจุดธูปสวดมนต์บอกถึงเขาทันที

    ตกกลางคืนพอท่านนั่งกรรมฐาน จิตสงบดีแล้ว ก็พบงูตัวใหญ่เท่าต้นตาล ปรากฏให้เห็นในสมาธิ แล้วเขาก็บอกท่านอาจารย์ว่า เราขึ้นมาบำเพ็ญ
    ในถ้ำงูเป็นเวลานานแล้ว ต่อไปนี้เราจะกลับลงไปแล้ว ถ้ำนี้ก็คงจะหมดอาถรรพ์ เพราะแต่ก่อนบริวารเขามาเฝ้าดูแลเรา ทำให้คนที่จิตไม่บริสุทธิ์ที่จะเข้ามาถ้ำนี้เจอสิ่งแปลกๆและถ้าท่านมีปัญหา อะไร จึงบริกรรมเหมือนเดิม และเอ่ยชื่อพญาสัตตนาคราช พอพูดเสร็จท่านก็หายไป

    จากนั้นทั้งโยมถวิลและโยมจรัสมาชวนท่านอาจารย์ไปดูอีกถ้ำหนึ่ง อยู่เขตนายางกลัก ชื่อถ้ำอีเจีย อยู่บ้านหินดาจจานมีหลวงตาองค์หนึ่งท่านพักอยู่ที่นั่นเพื่อปฏิบัติธรรม ท่านบอกว่ากลางคืนท่านจะเห็นลูกแก้วบ้าง เต่าทองคำบ้าง ออกมาคลานเล่นในถ้ำ ต่อมาท่านกลัวคนจะมาเห็น และขุดเอาสมบัติ ทำให้ท่านเสียหาย ท่านจึงทะประตูกั้น 3 ชั้น และปิดมุ้งลวดทุกรูที่มีทางเข้า และเทปูนทับพื้นอีกที และท่านจะใช้เวลาส่วนมากปฏิบัติอยู่แต่ข้างในนั้น ขนาดท่านทำอย่างนั้น ของต่างๆบางวันยังออกมาให้เห็น และที่ท่านต้องปิดอย่างนั้นอาจเป็นเพราะท่านกลัวคนที่มาเอาสมบัติแล้วจะเป็น อันตรายจากปู่โสมเผ้าทรัพย์

    ต่อมาโยมถวิล และโยมจรัส โยมจ๋าย โนมแพง อีก 3 คน เดินทางวันนั้น ไปบ้านหินดาจจาน ขึ้นเขานิดหน่อยก็พบปากถ้ำ มีประตูปิดอย่างดี โยมถวิลเข้าไปเคาะประตูหน้าถ้ำ หาทางจะเปิดเข้าไปก็ได้ยินเสียงร้องออกมาจากในถ้ำว่า เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งเข้ามาหลวงปู่ทำธุระอยู่ ทีแรกท่านอาจารย์เห็นประตูล็อคจากด้านนอก นึกว่าไม่มีคนอยู่ สักครู่ก็ได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊ง เหมือนเสียงกุญแจกระทบกัน ทั้งเสียงเดินชนถ้วยชามอะไรแตก ก็นั่งรออีก 5 นาที ก็เงียบไป โยมถวิล โยมลือ ก็เรียกอีก ก็ได้ยินเสียงคนหัวเราะ โยมถวิลกับโยมแพงก็ช่วยกันเรียกอีก ก็เงียบเหมือนเดิม ท่านอาจารย์จึงรู้ว่าข้างในไม่มีคน แต่เป็นเสียงของพวกวิญญาณ ท่านก็เลยบอกโยมว่านั่นไม่ใช่เสียงคน เพราะเป็นเสียงเย็นๆแหบๆ กุญแจก็ล็อคจากข้างนอก นอกนั้นรูเล็กรูน้อยก็ติดมุ้งลวด ถ้าจะเข้าไปแล้วปิดประตูขังตัวเอง แล้วเข้าไปคงไม่ได้ หรือถ้ามีคนปิดประตูขังท่านท่านก็ต้องร้องเรียกให้พวกเราช่วยแล้ว

    พอทุกคนพิจารณาก็เห็นตามที่อาจารย์พูดและมั่นใจว่า หลวงปู่ไม่อยู่ เลยช่วยกันค้นดูแถวหน้าถ้ำ เผื่อท่านหนีไปธุดงค์แล้วทิ้งกุญแจไว้ พอหาดูก็มีจดหมายทิ้งไว้อยู่ในซอกหิน เขียนว่า อาตมาป่วยหนัก ต้องไปรักษาตัวที่ขอนแก่น

    จากนั้นท่าน อาจารย์ยกพล กับลูกศิษย์ก็หาธูปมา แล้วท่านก็จุดอธิษฐานบอกว่า ท่านจะต้องกลับมาที่นี่อีกจนได้ เพราะรู้สึกชอบที่นี่เสียแล้ว ต้องหาเวลามาปฏิบัติสักพรรษา และมาช่วยบูรณะ เพราะไฟฟ้าก็ไม่มี แถมยังห่างจากผู้คนอีก จากนั้นท่านอาจารย์จึงกลับมาพักที่เดิม ได้ข่าวว่า หลวงพ่อสมร ที่ถ้ำอีเจีย ท่านมรณภาพนานแล้ว ตั้งแต่ช่วงไปรักษาตัวนั่นแหละ อาจารย์เลยกลับขึ้นไปอีก คราวนี้ไปกลับพระทองอิน แวะที่บ้านหินดาจจานก่อน โดยถามกับทางโยมไพร พระอาจารย์เลยพากันขึ้นไป ถ้าไม่มีกุญแจก็จะทุบเลย

    พอขึ้นถึงถ้ำแล้ว พระอาจารย์ทองอินท่านเดินไปก่อน ส่วนพระอาจารย์ตามหลังก็เห็นอาจารย์ทองอินจับลูกกุญแจ แล้วอธิษฐานอย่างไรไม่รู้ ปรากฏว่ากุญแจหลุดออกทันที แต่ได้ยินเสียงร้องกันอย่างตกใจว่าอาจารย์อ๊อดมาแล้ว และได้ยินเสียงเหมือนกับเขาวิ่งหลบ และทำของล้ม พอเข้าไปจริงๆไม่เห็นมีอะไรเลย ก็แปลกใจตรงที่แจกัน และของข้างในล้มกระจัดกระจาย ทั้งที่เป็นถ้ำเล็ก แต่ทำประตูกั้นไว้ถึง 3 ชั้นด้วยกัน เป็นที่น่าแปลกใจมาก และในถ้ำก็มีภาพวาดฤาษีที่หน้าประตู ทั้งยังมี ยันต์ผีรักกับหัวใจเศรษฐี และยันต์พระเจ้าสิบชาติ ซึ่งพระอาจารย์แปลกใจตรงที่แต่ละยันต์นั้น ท่านจะใช้เป็นยันต์ประจำตัว และเขียนลงในยันต์ของท่านแทบทั้งสิ้น

    พอวันหลัง ท่านก็ได้พาลูกศิษย์ และหมู่คณะขึ้นมาปฏิบัติ โดยให้ลูกศิษย์ปักกลดตามต้นไม้บ้าง ตามเพิกหินบ้าง แต่อาจารย์อยู่ในถ้ำรูปเดียว

    พอวันที่สอง ตอนกลางวัน พอท่านนั่งกรรมฐานเสร็จ แล้วก็ก้มตัวลงนอนพอครึ่งหลับครึ่งตื่น ท่านก็เห็นคนเดินออกมาจากผนังถ้ำตามรอยแตก ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ถึงจะเห็นเป็นสลัวๆ แต่ก็มองเห็นได้ทุกอย่าง เขาออกมาแล้วคล้ายจะไปธุระกัน ท่านก็มองดูอยู่อย่างนั้น จนใกล้จะสว่างแล้วเขาก็กลับ และหายเข้าไปตรงรอยแตกเช่นเดิม

    จากนั้นก็จำวัดจนสว่าง ท่านลุกขึ้นพาลูกศิษย์ทำวัตร เสร็จแล้วลูกศิษย์ก็พูดให้ฟังว่า ฝันแปลกเมื่อคืนนี้ พระลูกศิษย์แต่ละรูปก็จะบอกว่า ฝันเห็นคนเดินออกมาจากถ้ำ แต่ละคนคล้ายจะดีใจ และคล้ายจะออกมาหาของไปจัดงานอะไรกันก็ไม่รู้ ท่านอาจารย์ก็พูดเล่นกับลูกศิษย์ว่า ไม่มีอะไรหรอก เขาคงดีใจที่มีพระมาปฏิบัติกันมากๆ

    จากที่พระอาจารย์พาลูกศิษย์ออกไปบิณฑบาต กลับมาพอฉันข้าวเสร็จ ก็มีโยมตามมาบอกว่า อยากจะทำกุฏิถวายเพราะเห็นพระหลายรูปอย่างนี้ ชาวบ้านก็ดีใจ ท่านก็มาพิจารณาดู ถ้ำกับหมู่บ้านก็ห่างกันแค่ 2 กิโล ถือว่าไม่ไกล การบิณฑบาตก็ถือว่าพอดี ท่านก็อนุญาตให้ชาวบ้านสร้างกุฏิได้ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามตัดต้นไม้ใหญ่ ให้เอาแค่ไม้กฐินกับไม้ไผ่ เพราะอาจารย์ไม่ชอบมากที่สุดคือการตัดไม้ทำลายป่า และห้ามทำหลังใหญ่ให้ทำหลังเล็กๆ อยู่เป็นองค์ๆตามเพิกหิน ตามใต้ต้นไม้

    พอค่ำมา อาจารย์ยกพลก็สวดมนต์ และนั่งกรรมฐาน เห็นนิมิตชาวบ้าน แต่งตัวเรียบร้อย และมีคนหนึ่งคงจะเป็นผู้นำยืนอยู่ข้างหน้า ออกมาพูดว่า เราดีใจที่ท่านกลับมาโปรดพวกเราอีกครั้ง หลังจากที่ท่านจากไปพวกเราก็คิดถึงท่าน

     
  19. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    ไล่ผีแม่ม่าย

    ใน ช่วงหลังนี้ อาจารย์ให้ลูกศิษย์ที่เหลืออยู่ถ้ำอีเจีย ให้มาช่วยงานกันที่บ้านซับน้ำใสให้หมด เพราะต้องขุดดินถางป่ากัน และหมู่บ้านก็มีไม่กี่หลัง พากันเปลี่ยนเวรกันมาช่วยอยู่ตลอด ทั้งกุฏิ ศาลา ก็ยังไม่มีกันซักหลัง อาจารย์ก็ต้องลงแรงหาทั้งปัจจัยมาสร้างทั้งรับญาติโยม ว่างก็ต้องทำงาน ช่วยกันจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน

    ครั้งหนึ่งชาวบ้าน และผู้ใหญ่ทางจังหวัดกาฬสินธุ์ได้มาหา และอยากจะให้อาจารย์เดินทางไปทำพิธี เพราะว่าเกิดมีผีแม่ม่ายมาเอาคนที่หมู่บ้านไป และคนหนุ่มก็ตายไปหลายคน กลางคืนคนหนุ่มไม่กล้าจะนอนกัน จึงต้องไปรวมกันที่ศาลากลางหมู่บ้านและเอาเหล้าเอายามาเลี้ยงกันมีทั้งคน หนุ่ม และวัยกลางคนแต่ก็ยังมีคนตายเรื่อยๆ

    พออาจารย์นั่งตรวจดูก็รู้ด้วยปัญญาของท่านว่าที่จริงไม่ใช่ผีแม่ม่าย แต่เป็นเพราะอากาศร้อน และคนไม่ได้พักผ่อน ซ้ำยังมากินเหล้าขาว ยิ่งทำให้ร้อนในเข้าไปใหญ่ และทำให้ช็อกตาย หรืออาจจะทำให้เป็นโรคไหลตาย คือนอนอยู่เฉยๆ แล้วก็หลับตายไปเลย ซึ่งบางคน กลางวันก็เห็นกันอยู่ดีๆ พอตอนเช้ากลับตาย เลยเข้าใจว่าต้องเป็นเพราะผีแม่ม่ายแน่นอน เป็นเพราะการเข้าใจผิด

    พอท่านพิจารณาดูก็เลยออกอุบาย เพราะถ้าท่านบอกออกไปตรงๆเขาคงไม่เชื่อแน่นอน และก็คงต้องเดินทางไปหาหมอธรรมให้มาทำพิธีให้อยู่ดี ท่านก็เลยเอาก้อนดินมาเสกและทำน้ำมนต์ และบอกให้เขาเอาไปหว่านรอบหมู่บ้าน พร้อมกับรดน้ำมนต์ และผูกแขนให้ แล้วอาจารย์จึงบอกว่า หลังจาก 9 วันนี้ จากที่เอาหินไปหว่านหรือเอาไปฝัง 4 มุมของบ้านแล้ว กลางคืนห้ามมาชุมนุมกินเหล้าที่ศาลากลางบ้านกันอีก เพราะถ้าผีแม่ม่ายมาจริงๆ เขาไม่เห็นคน เขาก็จะหนีไปเอง ให้ทำตัวทำงานกันปกติ ไม่ต้องกลัว ทำทุกอย่างให้เป็นเช่นเดิม
    ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นาน ผู้ใหญ่บ้านก็เดินทางมากราบอาจารย์ และบอกอาจารย์ว่า ทุกอย่างเป็นปกติ และไม่มีคนไหลตายอีก

    อาจารย์เห็นได้โอกาสก็พูดสอนเขาไปหลายเรื่องและบอกเขาไปว่า ความจริงแล้วตรวจดูก็รู้ว่าไม่ใช่ผีแม่ม่าย บางคนอาจกินเหล้า และกลางวันอากาศก็ร้อน และกลางคืนยังมานั่งกินเหล้ากันอีก จึงทำให้หัวใจวายตายได้

    จากนั้นก็พูดถึงโทษของสุราว่า เป็นของทำให้คนขาดสติ และสามารถทำให้ศีลข้ออื่นขาดได้อีก เพราะการขาดสตินี้และยังเป็นผลเสียต่อร่างกายอีกด้วย

    ไล่ผีให้ชาวบ้าน
    จาก นั้นเมื่ออาจารย์ฉันเพลเสร็จ ได้มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินทางมาหา มากันหลายคนอาจารย์ท่านถามว่ามาจากไหนกัน พวกเขา ตอบว่ามาจากโคราช แถบตลาดย่าโม เขาเล่าบอกว่าแฟนเขาเป็นอะไรไม่รู้ ดูซึมๆ ตอนแรกคิดว่าไม่สบาย พอทานข้าวเสร็จ เขาเห็นแฟนเดินเข้าห้องนอน และสักพักตนจึงตามเข้าไป แต่กลับเป็นว่าฝ่ายผู้หญิงนอนในที่ๆ ฝ่ายชายนอนประจำ ขึนบอกให้แฟนเขาขยับไปนอน ที่ที่เคยนอน แต่แฟนเขากลับลุกขึ้นมาด่า และด่าเป็นเสียงผู้ชายอีกด้วย แล้วยังสั่งฝ่ายชายว่า “ไอ้ชัย มึงไปเอาเหล้าให้กูขวดสิ”

    ซึ่งฝ่ายชายเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจึงถามตอบไปว่า “เอ๋...เอ๋...เป็นอะไรแล้วทำไมพูดแบบนี้”

    ฝ่ายหญิงได้ตอบมาว่า “กูไม่ใช่อีเอ๋เมียมึง”

    ฝ่ายชายเองก็ยิ่ง งง กึ่งไม่เชื่อว่าจะมีอะไรแบบนี้จึงไปตามเพื่อนบ้านที่อยู่หลังวัดบึงมาช่วย กันดู และได้เอาเหล้าขาวมา หนึ่งขวดตามที่เขาขอ จากกันโยมเอ๋ดื่มเหล้า ยกขวด แป๊บเดียวหมด แถมสูบบุหรี่ต่ออีกด้วย ซึ่ง โดยปกติแล้วโยมเอ๋จะไม่ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ และยังขอเหล้าต่ออีกขวด

    ดังนั้น โยมขัย สามีคุณเอ๋ จึงเชื่อว่า โยมเอ๋น่าจะโดนผีเข้า เขาจึงตามใจทุกอย่างจนวิญาณที่เข้าสิงแฟน ตายใจ และเอาพระมาไว้ให้ที่คอแฟน แต่ก็ยังเฉยอยู่

    จนรุ่งเช้าจากนั้นเขาเลยไปหาพระรูปหนึ่งที่โคราช ซึ่งท่านได้ทำพิธีขับไล่ให้ก็ไม่ไป ท่านจึงแนะนำให้มาหาพระอาจารย์ยกพล แล้วพระรูปนั้นท่านได้บอกทาง จึงตามหาพระอาจารย์จนมาพบท่านที่นี่ จากนั้นพระอาจารย์ท่านจึงได้บอกช่วยพาโยมเอ๋ไปไว้ที่ศาลาที่พระและชาวบ้าน ร่วมกันสร้าง ซึ่งเป็นเพิงหญ้าคา จากนั้นก็ให้ตรึงสายสินให้ทั่วศาลา และให้ปล่อยโยมเอ๋ จากนั้นโยมเอ๋รีบวิ่งหนีลงศาลา แต่ไม่สามารถ ออกนอกศาลาได้เพราะมีสายสิญจน์ล้อมไว้ โยมเอ๋มีอาการกลัวอย่างเห็นได้ชัดและพระอาจาย์ท่านจึงทำสายสิญจน์ให้โยมชัย ไปคลองที่คอภรรยา จากนั้นอาจารย์จึงรดน้ำมนต์ให้เขากลับมาเป็นปกติ พอหายแล้วเขาจึงขอลาอาจารย์กลับ

    และยังมีอีกรายหนึ่งเป็นผู้หญิง เขาได้เดินทางมาหาอาจารย์พร้อมกับญาติประมาณ 5 คน เขาบอกว่าเขามีอาการแปลกมาก คือมีอาการหิวกระหายเลือด อยากจะกินเลือดสดๆ บางทีมองเห็นหลานตัวเองก็น้ำลายไหล ทั้งๆที่หลานเขาอายุแค่ 5 ปี ส่วนตัวเขาอายุแค่ 22 ปี

    พอญาติพี่น้องของเธอเล่าอาการให้ฟัง อาจารย์ก็ถามเพิ่มเติมว่า อาการอย่างนี้เป็นมานานรึยัง เขาก็บอกว่าเป็นได้ประมาณ 3 เดือนแล้ว เป็นตั้งแต่ตอนที่ไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพ เธอแอบซื้อเลือดสดมากิน และแช่ตู้เย็นไว้กินเวลาหิว บางทีก็ได้เลือดวัว บางทีก็ได้เลือดหมู และถ้าวันไหนไม่ได้กินจะรู้สึกกังวล และสติเริ่มจะขาด แต่ถ้าได้กินสติก็จะกลับคืนมา เธอกลัวว่าคนอื่นจะรู้จึงได้หยุดงาน และเดินทางกลับมาบ้าน ก็พอดีตอนเช้า พี่สาวซึ่งแต่งงานแล้ว อยู่บ้านข้างๆกันได้อุ้มลูกมาเล่นด้วย ซึ่งพอเธอมองเห็นหลานเธอก็เกิดน้ำลายไหล อยากจะกินเลือดหลานขึ้นมาจนปากสั่น แทบจะอดใจไว้ไม่อยู่ เธอจึงต้องรีบวิ่งขึ้นไปบนบ้าน แล้วปิดห้องขังตนเองและร้องไห้อยู่ข้างในนั้น

    ในขณะเดียวกัน สติของเธอกำลังจะขาด เธอก็เลยตัดสินใจกรีดนิ้วตัวเองให้เป็นแผล เพื่อจะได้กินเลือด จิตจึงสดชื่น และพี่สาวจึงตามถามกับเธอ จนเธอต้องบอกความจริง พี่และญาติจึงพาเธอมาหาพระอาจารย์

    พระอาจารย์ยกพลจึงได้เป่าปรอท เข้าฝ่ามือให้ และทำน้ำมนต์ให้กิน ไม่นานเธอก็อาเจียนออกมาเป็นก้อนเล็กๆ สีดำ กลิ่นเหม็นมาก แล้วเธอก็หายเป็นปกติ วันหลังเธอได้กลับมาเล่าให้ฟังว่า พอกลับไปถึงบ้าน เมื่อเธอทำธุระเสร็จก็เข้าห้องปิดไฟ ปิดประตู ขณะล้มตัวลงนอน กำลังจะหลับ เธอได้มองตรงปลายเท้าก็เห็นควันสีขาว คล้ายควันบุหรี่ ลอยตัวรวมกัน และรูปคน ผู้หญิง และผู้ชาย ในจิตขณะนั้นเธอเข้าใจว่าต้องเป็นผี หรือวิญญาณแน่ๆ เธอพยายามขยับตัวก็ขยับไม่ได้ เหมือนโดนตรึงเอาไว้ และราวกับว่าร่างกายไม่เป็นของเธอเลย แต่ความนึกคิดของเธอนั้นก็ยังอยู่ครบทุกอย่าง วิญญาณหันมามองทางเธอแล้วก็ยิ้มบอกว่า เขาเป็นอิสระแล้วจะพากันมาขอลาเธอ ตัวเขาเป็นวิญญาณ แต่เพราะแต่ก่อนโดนบังคับเลยไปเกิดไม่ได้ แต่คราวนี้เขาไปได้แล้วเลยตั้งใจมาลา และจะไม่มารบกวนเพราะเขาต้องไปตามกฎแห่งกรรม จากนั้นเธอก็หลุดจากอาการนั้นและหายเป็นปกติ

    ยังมีอีกหลายคนที่เกิดเรื่องคล้ายๆลักษณะนี้ ต่างก็มาหาอาจารย์เพื่อขอให้อาจารย์ช่วยหลือไม่พ้นในแต่ละวัน และก็ต่างหายเป็นปกติกันมาก

    ทีนี้ก็เริ่มมีหลายหมู่บ้าน มารับอาจารย์ให้ไปช่วยเหลือ ทำพิธีให้ทั้งหมู่บ้าน อย่างเช่นผู้ใหญ่ทุย บ้านวังกะทะ ต.วังกะทะ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ได้มานิมนต์ท่านอาจารย์ให้ไปทำพิธีเปิดโลก หรืออีกอย่างหนึ่งคือพิธีเปิดกรรมเสริมดวง คือใครมีกรรมอะไรที่หนักๆ และเจ้ากรรมนายเวรกำลังส่งผล เขาก็แสดงอาการนั้นออกมา บางคนเคยไปทำแท้งมา วิญญาณเด็กตามมาอาฆาต อยู่ๆก็ร้องขึ้นเป็นเสียงเด็กเลยก็มี วิญญาณเด็กนั้น บางคนเขาก็บอกว่าเค้าแค้น เพราะกว่าจะได้เกิดเป็นนั้นมันยากนัก ยังจะต้องมาโดนทำแท้งอีก

    บางคนมีกำหนด 40 ปี บางคน 50-60 ปี ก็มีแต่ก็ต้องมาตายหรือโดนทำแท้ง พวกยมทูตเขาก็ถือว่าเป็นวิญญาณตายโหงให้ไปเกิดไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงอายุขัย พวกนี้ก็ต้องอยู่กับพ่อกับแม่ที่ทำแท้งจนกว่าจะสิ้นอายุขัย

    หรือบางคนเคยด่าพ่อด่าแม่ ไม่สำนึกในผู้มีพระคุณ ตายไปก็จะได้เป็นเปรต ก็จะแสดงอาการออกมา

    บางคนชอบการชนไก่ ก็จะแสดงท่าทางออกมาเหมือนไก่ชน พอนั่งไปได้สักหน่อยเขาก็จะพากันชัก

    ของพวกนี้มันเป็นเองโดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เป็นการให้เจ้ากรรมนายเวรได้เข้าระบายความรู้สึกจากการกระทำที่เราเคยก่อไว้ ต่อไปจะได้กลัวต่อบาปกรรม และไม่กล้าที่จะทำบาปอีก เพราะได้รับรู้ถึงความรู้สึกในสิ่งที่ตนได้กระทำไว้ อีกทั้งเมื่อ เจ้ากรรมนายเวร ได้บอกให้เรารับรู้แล้ว เผื่อจะได้อโหสิกรรมให้แก่กัน หรือทำให้เขามีความพยาบาท ลดน้อยลง

    และเมื่อเปิดกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้วพระอาจารย์ท่านเมตตาสวดเสริมมงคลให้อีก ในตอนท้าย

    จากนั้นพระอาจารย์ยกพลท่านก็ได้เป็นที่เคารพรักของคนในหมู่บ้านและถูกนิมนต์มาให้ ครองวัดอยู่ที่ วัดบ้านหนองบัวโคก

    เพราะชาวบ้านต้องการพี่พึง เพราะในการที่จะไปหาพระอาจารย์แต่ละครั้งต้องขึ้นเขาหากันเป็นวัน และระยะทางในการเดินทางก็มาก อีกทั้งการเดินทางก็ไม่สะดวก เพราะต้องขึ้นป่าเขาอีกทั้งพาคนไข้คนเจ็บไปด้วย อาจารย์ท่านจึงเมตตารับนิมนต์มาครองวัดหนองดง

     
  20. 108

    108 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +2,275
    สู่โลกฆราวาส


    [​IMG]

    เมื่อ พระอาจารย์ยกพล เข้ามาครองวัดหนองดง จังหวัดชัยภูมิ ท่านได้พัฒนาวัดและสร้างปูชนียสถาน ต่างๆภายในวัดมาก มายไม่ว่าจะเป็นกุฏิพระ หอระฆัง แท่งน้ำ ศาลาสวดอภิธรรม เมรุ ปรับปรุงและพัฒนาวัดหนองดง ตลอดเวลาที่ท่านจำวัดอยู่

    ซึ่งตลอดช่วงเวลานั้น ได้มีพระสงฆ์และฆราวาส ต่างมาขอศึกษาเล่าเรียนวิชากับท่าน ซึ่งทำให้ พระอาจารย์ท่าน มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ที่เมื่อได้ศึกษาวิทยาคมกับท่านแล้วต่างไปครองวัดเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมถึงฤาษี และอาจารย์ฆราวาสอีกหลายท่าน

    เมื่อประมาณปี 2552 พระอาจารย์ยกพล ได้เข้าป่าเพื่อฝึกจิต หลังจากผ่านงานไหว้ครูได้ไม่นานนัก ท่านเข้าไปอยู่ในป่าแถบจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งจากการออกธุดงค์ครั้งนี้เอง ทำให้ชีวิตของท่านเปลี่ยนไป โดยที่ท่านเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ท่านได้ป่วยเป็นโรคไข้มาลาเรีย ทำให้ล้มป่วยลง ขณะที่ท่านธุดงค์อยู่ในป่า ซึ่งขณะนั้นลูกศิษย์ที่ขอติดตามอาจารย์ไปด้วยได้ แวะกลับบ้านไปเยี่ยมโยมแม่ที่บ้าน เพราะอาศัยอยู่แถวนั้น และเมื่อลูกศิษย์ของอาจารย์ท่านกลับมาก็พบว่าอาจารย์ท่านป่วยหนัก จึงรีบแจ้งให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น ช่วยนำอาจารย์ไปโรงพยาบาล และได้แจ้งให้โยมพ่อและโยมแม่ของอาจารย์ท่านทราบ

    เมื่อโยมแม่ของอาจารย์ท่านทราบเรื่องก็รีบเดินทางเพื่อมาเยี่ยมอาจารย์ ที่ขณะนั้นอาการหนักมาก ทำให้โยมแม่ ได้พูดออกมา ด้วยความรักลูกว่า “อาจารย์อ๊อด เจ็บมากไหม นี่โยมแม่นะ (ขณะนั้นอาจารย์ได้ยินเสียงโยมแม่พูดตลอดแต่ไม่สามารถตอบคำถามโยมแม่ได้)
    และโยมแม่ท่านก็พูดต่อไปว่า อาจารย์จะรีบด่วน ทิ้งไปไม่ได้นะ เพราะยังไม่ทดแทนโยมแม่เลย อาจารย์ช่วยแต่คนอื่น แต่ยังไม่เคยแทนคุณแม่เลยนะ”

    ซึ่งตอนนั้นเมื่ออาจารย์ได้ยิน และคิดที่อยากปลงสังขารตัวเอง กลับมาคิดว่า ต้องแต่ตัวเองบวชมาตั้งแต่เป็นเณร มาจนถึงเป็นพระยังไม่เคยทดแทนบุญคุณเลย จะรีบมาละสังขารตอนนี้ได้ไง

    อาจารย์ท่านเลยอธิฐานต่อ ครูบาอาจารย์และพญายมราชว่า ท่านขอเวลา ให้ท่านได้สร้างกุศลกับโยมพ่อ โยมแม่ ซึ่งถือเป็นพระอรหันต์ขอลูก และถือว่าเป็นหน้าที่ ที่ท่านควรกระทำและยังบกพร่องเรื่องนี้อยู่

    เมื่ออธิฐานจบ ท่านก็รู้สึกปวดหัวอย่างแรง และเจ็บตามเนื้อตามตัว ท่านจึงรู้ว่า จิตของท่านกลับเข้าร่างเหมือนเดิมแล้ว ซึ่งตอนนั้นท่านรู้สึกว่าน้ำตาของท่านได้ไหลออกมา เพราะท่านรู้สึกดีใจที่จะได้มีโอกาสทดแทนคุณของบิดา มารดา และก็อธิฐานขอบคุณครูบาอาจารย์และท่านยมราชท่าน และอาการของอาจารย์ก็หายได้อย่างรวดเร็ว และได้ออกจากโรงพยาบาล

    จากนั้นเมื่อท่านพอรู้สึกแข็งแรงขึ้นท่านจึงได้เดินทางมาพบหลวงปู่มา ซึ่งอาจารย์ของพระอาจารย์ยกพล ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่ท่านอายุได้ 98-99 ปี ได้ และเมื่ออาจารย์ท่านเดินเข้าไปหาหลวงปู่ท่าน หลวงปู่ก็บอกพูดก่อนที่อาจารย์อ๊อด ท่านจะได้กล่าวอะไร ขณะที่ท่านอาจารย์ได้กราบหลวงปู่เสร็จ หลวงปู่ก็พูดว่า ถึงเวลาแล้วสินะ ทำหน้าที่ของตนซะให้สมบูรณ์ จะได้ไม่กังวล ใจเป็นพระ จะนุ่งห่มสีอะไรก็เป็นพระ อย่ายึดติด

    หลวงปู่ท่านพูดออกมาทั้งๆที่อาจารย์ท่านยังไม่ได้พูดสักคำ อาจารย์เลยตัดสินใจขอหลวงปู่มาท่านสึก

    หลวงปู่ท่านเลยอนุญาต แล้วสึกให้กับอาจารย์ เพื่อให้ท่านมาทำหน้าที่ ที่ควรทำให้สมบูรณ์.
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 3Xh6sdqWminus.jpg
      3Xh6sdqWminus.jpg
      ขนาดไฟล์:
      49.9 KB
      เปิดดู:
      1,894
    • 12.jpg
      12.jpg
      ขนาดไฟล์:
      36.6 KB
      เปิดดู:
      2,116
    • eAMW9PTY.jpg
      eAMW9PTY.jpg
      ขนาดไฟล์:
      67.1 KB
      เปิดดู:
      2,092
    • 31072007409-small.jpg
      31072007409-small.jpg
      ขนาดไฟล์:
      19.9 KB
      เปิดดู:
      210
    • bBYVDSAY.jpg
      bBYVDSAY.jpg
      ขนาดไฟล์:
      21.3 KB
      เปิดดู:
      4,070
    • ldWpVL2I.jpg
      ldWpVL2I.jpg
      ขนาดไฟล์:
      19.9 KB
      เปิดดู:
      2,935
    • Image1.jpg
      Image1.jpg
      ขนาดไฟล์:
      20.1 KB
      เปิดดู:
      1,732
    • 3HmlrdWL.jpg
      3HmlrdWL.jpg
      ขนาดไฟล์:
      26.8 KB
      เปิดดู:
      196
    • 1203000117.jpg
      1203000117.jpg
      ขนาดไฟล์:
      29.1 KB
      เปิดดู:
      173
    • bart-satnless.jpg
      bart-satnless.jpg
      ขนาดไฟล์:
      33.7 KB
      เปิดดู:
      3,208
    • 318900001755_b.jpg
      318900001755_b.jpg
      ขนาดไฟล์:
      27.2 KB
      เปิดดู:
      3,353
    • R389-3.jpg
      R389-3.jpg
      ขนาดไฟล์:
      23.5 KB
      เปิดดู:
      175
    • a5W8qYPe.jpg
      a5W8qYPe.jpg
      ขนาดไฟล์:
      22.6 KB
      เปิดดู:
      170
    • 3524e45b.jpg
      3524e45b.jpg
      ขนาดไฟล์:
      38.2 KB
      เปิดดู:
      188
    • cerberus014jh.jpg
      cerberus014jh.jpg
      ขนาดไฟล์:
      139.5 KB
      เปิดดู:
      191
    • G2486359-10.jpg
      G2486359-10.jpg
      ขนาดไฟล์:
      38 KB
      เปิดดู:
      175
    • 0QQ0QMxfminus.jpg
      0QQ0QMxfminus.jpg
      ขนาดไฟล์:
      23.1 KB
      เปิดดู:
      175
    • Photo-0124a.jpg
      Photo-0124a.jpg
      ขนาดไฟล์:
      39.3 KB
      เปิดดู:
      3,424
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...